
วันนี้ถ้าคุณดูแคตตาล็อคเลนส์ยี่ห้อต่างๆ คุณจะพบว่ามีคำพ่วงท้ายเช่น APO, L, LD, หรือ ED เป็นคำต่อพวงท้ายที่บ่งบอกว่า เจ้าเลนส์ตัวนั้นมีคุณสมบัติที่พิเศษแตกต่างจากเลนส์ทั่วไปทั้งในด้านคุณภาพและราคา แต่ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร จึงได้แพงมากขึ้น
ถ้าคุณเอาแว่นขยายที่ใช้ดูลายมือมาส่องดูภาพหรือลายมือ คุณจะเห็นว่าภาพบริเวณตรงกลางจะมีความคมชัด แต่ขอบภาพจะมีการเหลื่อมของสีคล้ายสีรุ้ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า ความคลาดสี (Chromatic Aberation) ซึ่งจะเกิดกับเลนส์ทั่วไปแทบทุกชนิด สาเหตุเนื่องมาจากดัชนีหักเหของแก้วที่ใช้ทำเลนส์ และยังขึ้นกับความยาวคลื่นแสงที่ผ่านเข้ามา แสงสีขาวประกอบด้วยแสงสีเขียว แสงสีแดง แสงสีน้ำเงิน (RGB) ที่มีความยาวคลื่นต่างๆ กัน เมื่อแสงสีขาวผ่านชิ้นเลนส์จึงแยกออกเป็นแสงสีเขียว แสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน ผลของความคลาดสี ทำให้ภาพขาดความคมชัดและมีอาการเหลือบสีขึ้น การทดสอบง่ายๆ ก็คือการให้แสงผ่านแท่งปริซึมเหมือนที่เราเคยทดลองเล่นกันในสมัยเด็กๆ นั่นแหละจะพบว่าแสงมีการแยกตัวกันเป็นสีรุ้ง
ในสมัยก่อน ไอแซค นิวตัน เชื่อว่าความคลาดสีไม่สามารถแก้ได้ วิธีแก้มีทางเดียวคือ การใช้เลนส์กระจกแทนเลนส์แก้ว จึงมีการใช้เลนส์กระจกทำกล้องส่องทางไกล ต่อมาในปี 1726 ถึง 1760 มีการพัฒนาแก้วแบบต่างๆ ที่ใช้ทำเลนส์ขึ้นมา Chester Moor Hall และ John Dolland สามารถทำเลนส์ Acromat ซึ่งแก้ความคลาดสีได้ 2 สี คือสีน้ำเงินและแดง โดยการใช้ชิ้นเลนส์ 2 ชิ้น ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ชิ้นหนึ่งทำจากแก้ว Crown มีดัชนีหักเหและการกระจายแสงต่ำ ประกบกับแก้ว Flint ทีมีดัชนีหักเหและการกระจายแสงสูง โดยเรียกลักษณะของเลนส์แบบนี้ว่า Achromatic Doublet ทั้งแก้ว Crown และแก้ว Flint มีส่วนประกอบของ ซิลิคอน ออกไซด์ อลูมีเนียม แคลเซียม โปแตสเซียม และตะกั่ว เป็นส่วนผสม ซึ่งตะกั่วเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดดัชนีหักเหของเลนส์
ต่อมาเมื่อมีความต้องการเลนส์คุณภาพสูงมาใช้งานในด้านดาราศาสตร์ ซึ่งสามารถส่องผ่านรังสีอุลตร้าไวโอเลต และ อินฟราเรดได้ ตั้งแต่ความยาวคลื่น 350 ถึง 28,000 นาโนเมตร จึงมีการผลิตแก้วสังเคราะห์สามารถให้แสงส่องผ่านได้ถึงความยาวคลื่น 170 นาโนเมตร โดยใช้ผลึกลิเทียมฟลูออไรด์ และแคลเซียมฟลูออไรด์
แคลเซียมฟลูออไรด์ หรือฟลูออไรท์ มีการนำมาใช้ตั้งแต่ปี 1870 เพื่อทำชิ้นแก้ว Apochromatic ในกล้องจุลทรรศน์ เมื่อมีการพัฒนาให้มีการทำชิ้นเลนส์ชนิดนี้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อใช้ในเลนส์ซูมและเลนส์เทเลโฟโต้ ทำให้เลนส์มีคุณภาพดีขึ้นเป็นอย่างมาก ข้อเสียก็คือชิ้นเลนส์ฟลูออไรด์ไม่คงตัว ขนาดจะมีการเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ ทำให้ระยะชัดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การฝนเลนส์และการทำเลนส์มีความยากมากทำให้เลนส์มีราคาสูง



เลนส์ Apochromatic สามารถทำให้แสงสีเขียว สีแดง และสีน้ำเงิน รวมมาตกที่จุดใกล้กันมากจนเกือบจะเป็นจุดเดียวกัน เลนส์ APO มีการใช้ชิ้นเลนส์ 3 ชิ้นที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันในการลดความคลาดสี ทั้งในส่วนกลางภาพและขอบภาพ ผลก็คือ ภาพที่ได้จากเลนส์ APO มีความคมชัด และสีสันอิ่มตัวเป็นเยี่ยม ในขณะที่ราคาของเลนส์ก็วิ่งสูงตามขึ้นมาด้วย
เลนส์อีกประเภทหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดของเลนส์ก็คือ Superapochromatic คือนอกเหนือจากมีการแก้ไขความคลาดสีของแสงสีขาวให้สมบูรณ์มากขึ้นแล้ว ยังสามารถแก้ไขความคลาดสีของรังสี UV และ IR ตั้งแต่ความยาวคลื่น 400-1000 นาโนเมตร เลนส์ประเภทนี้มีอยู่ไม่มากนักเช่น Zeiss Superapochromat 250 mm F 5.6, Leica Apotelyte 280 mm F2.8, Olympus 180mm F2, Zeiss UV Sonna 105 mm. F4.3 เป็นต้น เลนส์พวกนี้วันนี้ถือว่าเป็นเลนส์รุ่นเก่าแก่ทั้งสิ้นใช้สำหรับการถ่ายภาพธรรมดาและงานทางวิทยาศาสตร์
แม้ว่าเลนส์ Apochromatic จะเป็นเลนส์ที่มีคุณภาพสูงมากเพียงไรก็ตาม แต่ถ้ามองในแง่ความจำเป็นในการใช้งานแล้ว หากการใช้เลนส์ถ่ายภาพทางยาวโฟกัสไม่เกิน 300 มม. และไม่ต้องการอัตราการขยายภาพมากนัก เลนส์ Apo ก็ไม่ได้มีความจำเป็นสูง แต่ถ้าต้องการคุณภาพสูงและมีความสามารถในการหาซื้อใช้งาน คุณก็สามารถหาซื้อเลนส์ Apo มาใช้งานได้ไม่ยากนัก
ผู้ผลิตเลนส์ค่ายต่างๆ ทั้งเยอรมันและญี่ปุ่น มีการทำเลนส์ APO ออกมากันมากมาย ซึ่งมีทั้งที่เป็น APO แท้ๆ และเป็นชิ้นเลนส์ที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับ APO ซึ่งก็มีหลายรายที่เรียกว่า APO เลยก็มี แต่ผู้ใช้ไม่อาจจะทราบได้ว่าเลนส์นั้นมีคุณภาพระดับ APO แท้ๆ หรือเปล่า
ทั้ง Nikon, Canon, Minolta (เป็นอดีตไปแล้ว), OLYMPUS, Sigma, Tamron ต่างก็มีการผลิตเลนส์ประเภทนี้ ซึ่ง Nikon และ Olympus เรียกชื่อว่า ED สำหรับ Canon เรียกชื่อว่า L, LD หรือ Tamron ใช้เรียกว่า LD, Tokina เรียกชื่อว่า SD ส่วน Leica, Zeiss และ Sigma ใช้เรียกว่า APO
วันนี้มีเลนส์หลากหลายตัวในท้องตลาดที่มีรหัสสรรพคุณต่อท้ายที่ดูเหมือนมีคุณภาพอยู่ในระดับ APO แต่คุณภาพไม่ถึงระดับ APO ก็มี ในขณะที่มีเลนส์อยู่หลายยี่ห้อ เช่น Zeiss, Leica หรือแม้แต่เลนส์บางตัวของ Olympus ที่มีการใช้ชิ้นเลนส์พิเศษกับเลนส์ที่ผลิตออกมาแต่ไม่บอกว่าเลนส์ตัวนั้นเป็น APO การที่จะรู้ว่าเลนส์นั้นมีคุณภาพอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ผู้ใช้ต้องพยายามหาคำตอบให้กับตนเอง วิธีหนึ่งที่พอพิจารณาได้บ้างก็คือการศึกษาเรื่องข้อมูลจำเพาะของเลนส์ว่ามีการใช้ชิ้นเลนส์พิเศษอยู่มากน้อยเท่าไร แต่ที่แน่ๆ ก็คือราคาไม่มีถูกครับ





