
การปรับแต่งภาพด้วย Aperture
การปรับแต่งภาพใน Aperture นั้นจะมี function ใกล้เคียงคล้ายกับตัวของ Lightroom ซึ่งความจริงแล้ว Aperture เกิดมาก่อน Lightroom
เรื่อง + ภาพ : OatZ
ดังนั้นวันนี้ถ้าเกิดใครใช้ Lightroom เป็นมาก่อนก็รับรองได้เลยว่าต้องใช้ Aperture เป็นได้ไม่ยากเลย เพราะว่าเครื่องมือต่างๆ แทบจะเรียกได้ว่าคล้ายกันมากๆ จะแตกต่างอยู่เรื่องหนึ่งก็คือการจัดการ Files ของ Aperture นั้นจะมีสองตัวอย่างที่เคยพูดถึงไปในฉบับที่แล้วนั่นก็คือ Master ซึ่งเป็น Files ต้นฉบับ กับอีกตัวหนึ่งคือ Version เป็น File ที่ผ่านการปรับแต่งมาแล้ว และใน Aperture นั้นยังสามารถ copy file ต้นฉบับออกมาเพื่อปรับแต่งในหลายๆ รูปแบบได้ อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งเป็นภาพขาวดำ, ซีเปีย ได้อีกด้วย เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักกับ Function นี้กันเลยดีกว่า




เมื่อเรา Import รูปเข้ามาสู่ Aperture และจัดการจัด Album และหมวดหมู่เรียบร้อยแล้ว เราสามารถที่จะทำเลือกให้เป็น Full Screen เพื่อที่จะทำงานได้ง่ายขึ้นโดยการ กด F เพื่อให้หน้าจอโชว์ภาพนั้นแสดงภาพแบบเต็มจอ (Picture 1) ซึ่งพอเข้ามาสู่โหมด Full Screen แถบเครื่องมือต่างๆ จะถูกซ่อนอยู่ด้านบนและด้านล่าง ซึ่งด้านบนจะเป็นเครื่องมือในการใช้งานเบื้องต้นไม่ว่าจะเป็น Rotate, Crop, Lift & Stamp และอื่นๆ ถูกซ่อนเอาไว้ (Picture 3) ส่วนด้านล่างจะเป็นแถบเครื่องมือ Browser ใช้ในการเลือกภาพต่างๆ ใน Folder หรือ Album (Picture 2) ส่วนแถบเครื่องมือ Inspector Pane ให้กด H เรียกแถบเครื่องมือนี้ขึ้นมาในการใช้งาน (Picture 4) ใน Inspector Pane นั้นจะมีตัว Adjustments อยู่ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือหลักในการใช้ปรับแต่งภาพ แต่ทุกครั้งที่เราจะแต่งภาพนั้นต้องแน่ใจก่อนนะครับว่าเราได้ออกจาก Quick Preview Mode เรียบร้อยแล้วโดยการ กด P ถ้าเรายังอยู่ในโหมดนี้จะไม่สามารถที่จะปรับแต่งรูปได้ ต่อจากนั้นเรามาทำความรู้จักกับเครื่องมือในตัว Adjustments กันก่อนดีกว่า

ใน Adjustments จะประกอบไปด้วยเครื่องต่างๆ ดังนี้ (Picture 5)

Histogram (Picture 7) คือ กราฟ Histo gram ซึ่งบอกค่าแสงของภาพ มากไปกว่านั้นในนี้ยังมี Auto Exposure และ Auto Level ซึ่งใช้สำหรับการปรับค่าความสว่าง และ Contrast ของภาพ โดยโปรแกรมจะปรับให้เองโดยอัตโนมัติ

White Balance (Picture 6) แน่นอนคือ ตัวสำหรับปรับและแก้ไขเรื่องของ White Balance ในนี้ก็จะประกอบไปด้วย Temp ใช้ปรับอุณหภูมิของสี (โทนฟ้า-โทนเหลือง), Tint ใช้ปรับจูนสี (โทนเขียว-โทนชมพู) เครื่องมืออีกตัวหนึ่งใน White Balance ก็คือ Eye Dropper ใช้ปรับ White Balance เช่นกัน แต่ใช้งานง่ายกว่าเพียงแค่นำ Eye Dropper ไปคลิกที่สีเทากลางตัวโปรแกรมก็จะปรับค่า White Balance ให้โดยอัตโนมัติ

Exposure (Picture 8) คือ การปรับค่าความมืด-สว่างของภาพ ซึ่งในนี้ประกอบไปด้วย Exposure ซึ่งเปรียบได้กับ White Point ของใน Curve ใช้ปรับความมืด-สว่างในส่วนสว่างของภาพ Recovery ใช้ในการดึงรายละเอียดในส่วนที่ over ไปให้กลับมามีรายละเอียด Black Point ใช้ปรับความมืด-สว่างในส่วนมืดของภาพ และตัวสุดท้ายคือ Brightness ใช้ในการปรับความมืด-สว่างในส่วนของ Mid-Tone ของภาพ

Enhance (Picture 9) คือ การปรับ Contrast ของภาพ ซึ่งใน Enhance ก็จะประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆ ตัวแรกคือ Contrast ใช้ปรับ Contrast ของภาพทั้งภาพ Definition ใช้ในการปรับ Contrast ของภาพในช่วง Mid-Tone เท่านั้น Saturation ใช้ในการปรับความอิ่มสีของทั้งภาพ และตัวสุดท้ายคือ Vibrancy ใช้ในการปรับความอิ่มสีเช่นเดียวกันแต่จะแตกต่างจาก Saturation โดยการปรับ Vibrancy จะปรับเฉพาะสีที่ยังไม่สดให้สดขึ้นไม่เหมือนกับ Saturation ปรับความอิ่มสีทั้งภาพ

Levels (Picture 10) คือการปรับความมืด-สว่าง ของภาพเช่นเดียวกับ Function Exposure แต่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าถนัดที่จะใช้ตัวไหนมากกว่ากัน ซึ่งในตัวของ levels นี้มีความพิเศษอยู่นิดหนึ่งคือเราสามารถที่จะเลือก Channel ของสีแต่ละสีเพื่อปรับ Levels ได้ โดยการเลือกที่ช่อง Channel และค่อยมาปรับ Levels

Highlights & Shadows (Picture 11) คือการปรับรายละเอียดในส่วน Highlights กับ Shadows

Color (Picture 12) คือการปรับแต่งสีแต่ละสีที่เราต้องการเช่นบางครั้งเราถ่ายภาพท้องฟ้ามาแล้วเราต้องการที่จะปรับในส่วนของสีฟ้าเท่านั้นก็ใช้ Function นี้ในการปรับ ซึ่งประกอบไปด้วย Hue คือการปรับความมืดหรือความสว่างของสีที่เราเลือก Saturation คือการปรับความอิ่มสีของสีนั้นๆ ที่เราเลือก Luminance คือการปรับความเข้มของสีนั้นๆ ที่เราเลือก มากไปกว่านั้นสีบางสีที่ไม่ได้อยู่ใน panel ให้เราได้เลือกปรับเราสามารถที่จะใช้ Eye Dropper ในการคลิ๊กที่สีที่เราต้องการจะปรับได้เลย

Noise Reductions (Picture 13) คือการปรับลด Noise ในภาพ


Vignette (Picture 14) คือการใส่ขอบมืดให้กับภาพเพื่อเพิ่มความสนใจให้กับภาพมากขึ้นแต่สำหรับบางภาพที่เกิดขอบมืดโดยไม่ตั้งใจก็มีอีก Function หนึ่งก็คือ Devignette (Picture 15) ซึ่งใช้ในการลดขอบมืดของภาพได้ด้วย

Retouch (Picture 16) คือ Function ในการใช้ Retouch ภาพซึ่งคล้ายๆ กับ Clone Stamp กับ Spot Healing ของ Photoshop หลักการการทำงานก็เหมือนกันเลยแต่ใน Aperture เรียกว่า Repair ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Spot Healing โดยโปรแกรมจะเอาส่วนรอบๆ ที่เราคลิ๊กมาติดแทนให้ แต่ Clone ทำหน้าที่เหมือนกับ Clone Stamp คือให้เราเลือกส่วนที่อยากจะ Copy โดยการกด Option+Click ก่อนแล้วค่อยมาวางลงบนจุดที่เราต้องการ

Red Eye Correction (Picture 17) คือการแก้ตาแดงให้กับภาพเวลาที่ใช้ Flash ทำให้ภาพที่ได้ออกมาเกิดตาแดง Function นี้สามารถช่วยแก้ไขได้

Straighten (Picture 18) คือการแก้ไขภาพที่เอียง โดยเมื่อเราคลิ๊กที่ภาพจะเกิด Grid ขึ้นมาเพื่อให้เราสามารถจะปรับภาพให้หายเอียงได้


Crop (Picture 20) คือการครอปภาพนั่นเองซึ่งใน Aperture นี้ออกแบบมาค่อนข้างที่จะถูกใจช่างภาพโดยมีให้เลือกเลยว่าจะอยากจะครอปภาพให้ได้ออกมาในรูปแบบใดบ้างโดยการเลือกที่ Constrain to (Picture 19) และจะมีให้เราเลือกเลยว่าเราต้องการแบบใด และสามารถเลือก Custom ได้ด้วย

Flip (Picture 21) คือการกลับภาพไม่ว่าจะเป็นจากซ้ายไปขวาหรือพลิกภาพจากบนลงล่าง Function นี้สามารถปรับได้หมดเลย


Monochrome Mixer (Picture 22) คือการปรับภาพเป็นขาวดำซึ่งเราสามารถที่จะเลือกใส่ Filter สีต่างๆ ได้ด้วย โดยการเลือกตรง Preset (Picture 23) จะมีให้เราสามารถเลือกได้เลย หรือถ้าเกิดว่าเราต้องการที่จะปรับเองก็สามารถเลือกปรับตาม Channel สีก็ทำได้เช่นกัน

Color Monochrome (Picture 24) ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ Monochrome Mixer แต่ในตัวนี้เราสามารถที่จะเลือกสีที่ต้องการเพื่อจะปรับเป็น Monochrome สีนั้นๆ ได้

Sepia Tone (Picture 25) คือการปรับภาพให้เป็นโทนซีเปีย

Sharpen (Picture 26) คือการปรับความคมชัดของภาพ

Edge Sharpen (Picture 27) คือการปรับความคมชัดในส่วนของขอบภาพ

แต่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้ถูกแสดงออกมาทุกตัวเราสามารถที่จะเลือกใช้ได้โดยการกดที่เครื่องหมาย + ด้านบนของ แถบเครื่องมือ Inspector Pane เมื่อเรากดเลือกเครื่องมือที่เราต้องการแล้วเครื่องมือเหล่านั้นก็จะถูกแสดงอยู่ใน Inspector Pane ถ้าเครื่องมือตัวไหนที่เราอยากให้มันอยู่ที่ Inspector Pane ถาวร ให้เราเลือกคลิ๊กที่รูป เฟืองและกด Add to default (Picture 28) และถ้า Function ไหนที่เราไม่ต้องการให้มันอยู่ใน Inspector ก็สามารถ Remove ออกได้เช่นเดียวกัน


![]()
บางครั้งเราถ่ายภาพมาจำนวนมาก Aperture นั้นก็สามารถที่จะปรับแต่งได้ทีละหลายๆ ภาพ Lightroom เราเรียก Function นี้ว่า Lift & Stamp (Picture 29) ซึ่งเราต้องปรับภาพหนึ่งก่อนและกดที่ Lift เพื่อที่จะเลือก Function ที่เราต้องการจะ Sync กับภาพอื่น จากนั้นให้เลือกที่ภาพที่เราต้องการให้ Sync (Picture 30) ซึ่งสามารถเลือกกี่ภาพก็ได้พอเลือกเสร็จแล้วก็ให้กด Stamp (Picture 31) ภาพที่เราเลือกก็จะถูกปรับให้เหมือนภาพแรกที่เราปรับเอาไว้ แต่การใช้ Function นี้ควรจะต้องระวังนิดนึงคือภาพที่จะใช้ Sync กันนั้นต้องมี Profile การถ่ายที่ใกล้เคียงกันด้วยไม่งั้นภาพที่ได้ออกมาก็จะมีการปรับที่คลาดเคลื่อนไปด้วย






พอเราปรับภาพเสร็จเรียบร้อยแล้วแน่นอนถึงขั้นตอนสุดท้ายในการเอารูปไปใช้แล้วนั่นก็คือการ Export นั่นเอง ซึ่งเริ่มต้นจากการเลือกภาพที่เราปรับแต่งเสร็จแล้วจากนั้นเข้าไปที่ File (Picture 32) เข้าไปที่ Export (Picture 33) ซึ่งในนี้จะมีให้เลือกทั้ง Master, Version, Metadata และ Project ซึ่งถ้าเกิดเราต้องการที่จะเลือก Export File ต้นฉบับให้เราเลือกที่ Master แต่ถ้าเกิดเราต้องการที่จะ Export File ที่เราปรับแต่งเรียบร้อยแล้วให้เราเลือกที่ Version พอเราเลือกเรียบร้อยแล้วก็จะขึ้นหน้าต่างขึ้นมาอีกตัว (Picture 34) ซึ่งในนี้เราจะสามารถเลือกที่ที่จะให้รูปที่เราทำเสร็จแล้ว Export ไปอยู่ที่ไหน รวมถึงการเลือกคุณภาพของภาพที่เราต้องการจะให้โปรแกรม Export ออกมา ซึ่งในนี้ก็มีให้เลือกมากมายโดยการเลือกที่ Export Preset (Picture 35) หรือถ้าเราต้องการที่จะตั้งค่าเองก็สามารถทำได้โดยการเลือกที่ Edit ก็จะขึ้นหน้าต่างขึ้นมาอีกอัน (Picture 36) ให้เราสามารถที่จะปรับตั้งค่าความละเอียดได้ด้วยตัวเอง และสามารถ Save เก็บเอาไว้เป็น Preset ก็ได้ด้วย และมากไปกว่านั้นเรายังสามารถที่จะเลือกให้มันตั้ง Folder ขึ้นมาได้อีกด้วยโดยการเลือกที่ Subfolder Format (Picture 37)

อีกทั้งการตั้งชื่อของภาพก็เช่นเดียวกันสามารถปรับได้โดยเลือกที่ Name Format (Picture 38) เมื่อเราตั้งค่าต่างๆ เหล่านี้เสร็จแล้วก็กด Export เพียงเท่านี้รูปที่เราปรับแต่งมาก็จะถูก Export ออกมาให้เราได้ใช้งานกันแล้ว
ผ่านกันไปแล้วนะครับสำหรับวิธีการปรับแต่งภาพด้วย Aperture ยังไงก็ลองเล่นกันดูนะครับ ทั้งนี้การที่เราจะใช้ให้ชำนาญได้ก็ขึ้นอยู่กับการที่เรามีการใช้และเล่นกับมันบ่อยๆ อีกทั้งการที่เราดูรูปเยอะๆ ก็จะช่วยให้เราสามารถที่จะปรับรูปได้ง่ายขึ้นและเก่งมากขึ้นด้วย





