ถามว่าทำไมแฟลช Metz ถึงเป็นที่นิยมในอดีต เป็นเพราะคุณภาพระดับเยอรมันตะวันตกแบบ AAA ประหยัดพลังงาน ทำงานแม่นยำ +-0.1 stop แสงคงที่มากๆ ทั้งปริมาณและอุณหภูมิสี นอกจากนี้แฟลช Metz ยังมีให้เลือกใช้งานหลากหลายมาก ตั้งแต่ไกด์นัมเบอร์ 20 ไปยัน 60 เป็นแฟลชหัวฆ้อนสามารถใช้แบตเตอรี่แพคซึ่งจะชาร์จไฟเร็วมากแค่ 2-3 วินาทีเท่านั้นก็เต็มแบบ 100% ที่สำคัญคือ ทนทายาด ยิงเต็มๆ ต่อเนื่องได้ยาว ไม่มีการตัด โอเวอร์ฮีทหรือหลอดระเบิดหลอดแตกแต่อย่างใด
ในขณะที่แฟลชทั่วไปจากค่ายญี่ปุ่นคุณภาพไม่ดีนัก ที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งคือ แฟลช Metz สามารถเปลี่ยนขาได้ เราซื้อตัวแฟลชไม่มีขา จะไปใช้กับกล้องอะไรก็เปลี่ยนขาเอา ราคาขาแฟลชประมาณ 1,000 บาทนิดหน่อยเท่านั้น ราคารวมแล้วถูกกว่าแฟลชยี่ห้อกล้องในระดับไกด์นัมเบอร์เท่ากันมากกว่าครึ่ง ดีกว่าถูกกว่าจะไม่ใช้ได้อย่างไร
แต่พอมายุคกล้องปรับความชัดอัตโนมัติ เทคโนโลยีของกล้องแต่ละรุ่นเปลี่ยนไปเร็วมาก แม้ว่า Metz จะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าระดับต้นๆ ของเยอรมัน (อีกรายคือ BOSCH) แต่ด้วยความคิดที่จะให้แฟลชใช้กับกล้องได้ทุกยี่ห้อเปลี่ยนขาเอาเท่านั้น ทำให้การพัฒนาแฟลชรุ่นใหม่ๆ ติดปัญหา (Tamron ก็เคยพยายามทำเลนส์ที่เปลี่ยนไปใช้ได้กับกล้องทุกยี่ห้อ สุดท้ายเมื่อเข้าสู่ยุคระบบไฟฟ้าก็ต้องยกเลิกไป) และแฟลชญี่ปุ่นมีการพัฒนาเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น ราคาก็ไม่ได้แพงขึ้นอะไรนัก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพและค่าเงินจะพบว่าแฟลชญี่ปุ่นราคาถูกลง แฟลช Metz จึงเริ่มเฟดออกไปจากตลาด ส่วนแฟลชค่ายกล้องก็กลับฟื้นขึ้นมาแทนที่
Metz มีแฟลชรุ่นใหม่ๆ หลายตัวที่มีฟังก์ชั่นการทำงานเทียบเท่าแฟลชจากค่ายกล้องในราคาถูกกว่า และยังคงคุณภาพแบบ Metz เอาไว้อย่างครบถ้วน นั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ ผมขอยืมแฟลช Metz มาทดสอบแบบเต็มๆ โหดๆ แบบที่เคยทำ และรายงานแบบตรงไปตรงมาโดยเอาแฟลช Metz เทียบกับแฟลชญี่ปุ่นอันดับ 1 คือ Nikon SB900 (ยืมน้องตั้ม Fortunerclub มา) กับ Nikon SB800 มาเป็นตัวเปรียบเทียบด้วย แฟลชที่ส่งมามี 2 รุ่นนะครับ คือ Metz 58AF1 เป็นแฟลชติดกล้องธรรมดา กับ 15MS1 เป็นแฟลชวงแหวนสำหรับงานถ่ายภาพมาโคร


คุณสมบัติโดยรวมของ Metz 58AF1
ในภาพรวม Metz 58AF1 เป็นแฟลชขนาดเล็กที่เสียบบนฐานเสียบแฟลชที่ตัวกล้องได้สำหรับใช้งานทั่วไปเช่นเดียวกับ Nikon SB800, SB900 ไกด์นัมเบอร์ 42 ที่ ISO100 ทางยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร (มาตรฐานจะวัดกันที่ทางยาวโฟกัส 50 มม. หรือ 35 มม. ISO 100) ซึ่งถือว่าเป็นแฟลชขนาดเล็กติดกล้องที่มีค่าความสว่างค่อนข้างมากมีแฟลชขนาดเล็กเสริมอีก 1 ดวง ไกด์นัมเบอร์ประมาณ 18 สามารถซูมหัวแฟลชได้ตั้งแต่ 24 ถึง 105 มิลลิเมตร อัตโนมัติโดยใช้มอเตอร์ ถ้าดึงแผ่นกระจายแสงออกจะได้ถึงเลนส์ 18 มม. (ขนาด FX Format) ก้มหัวแฟลชได้ 7 องศา เงย 90 องศา หมุนกลับหลัง 180 องศามีแผ่นสะท้อนแสงขนาดเล็กมาให้สำหรับสะท้อนแสงแฟลชเวลาเบาซ์แฟลชขึ้นเพดาน ใช้แบตเตอรี่ AA 4 ก้อน รองรับได้ตั้งแต่ Ni-Cd, Ni-MH, Lithium, Alkaline และ CarbonZinc เรียกว่าใช้แบตเตอรี่ได้ทุกประเภท แสดงผลที่จอ LCD ด้านหลัง มีปุ่มควบคุม 4 ปุ่ม พร้อมปุ่มเปิดปิด 1 ปุ่ม ฐานเสียบแฟลชเป็นพลาสติกเนื้อเหนียว ล็อคโดยการหมุนวงแหวน ขนาด 71 x 148 x 99 มิลลิเมตร หนัก 355 กรัม
ระบบการทำงานของ Metz 58AF1 ค่อนข้างจะเยอะมากๆ ดังนี้
1. รองรับการทำงานในระบบ TTL, D-TTL, i-TTL แล้วแต่รุ่นกล้อง
2. ระบบแฟลชแบบ TTL, TTL-BL, A, M และ Strobe Flash
3. ระบบ A สามารถตั้งค่าช่องรับแสงได้ตั้งแต่ F1 ถึง F45 ที่ ISO 100 ควบคุมแสงด้วยเซ็นเซอร์ มุมวัดแสง 25 องศา
4. ระบบ M ตั้งระดับแสงได้ตั้งแต่ 1:1 ถึง 1:256
5. ระบบ Strobe Flash ตั้งความถี่ได้ 1-50 HZ จำนวน 2-50 ครั้ง
6. มีเสียงบอกความพร้อมของแฟลช เสียงติ๊ดยาวแสดงว่าปริมาณแสงถูกต้อง เสียงติ๊ดสั้นๆ ต่อเนื่องแสดงว่าแสงน้อยเกินไป
7. มีระบบประหยัดพลังงาน ปิดตัวเองใน 10 นาที เมื่อไม่ได้ใช้งาน และเปิดอัตโนมัติเมื่อกดปุ่มกดชัตเตอร์
8. มีไฟส่องสว่างจอ LCD ทำงานครั้งละ 10 วินาที เมื่อกดปุ่มกดชัตเตอร์
9. สามารถชดเชยแสงแฟลชได้ที่ฟังก์ชั่น EV ในระบบ TTL และ A
10. มีสัญญาณเตือนแบตเตอรี่อ่อน
11. มีระบบถ่ายคร่อมแสงแฟลช ตั้งความแตกต่างของแสงได้ตั้งแต่ 0.3 ถึง 3 stop
12. มีระบบ Extend Zoom โดยแฟลชจะตั้งซูมให้น้อยกว่าทางยาวโฟกัส 1 ขั้นเพื่อให้แสงกระจายทั่วถึงและให้แสงนุ่มมากขึ้น (ในบางกรณี)
13. มีระบบ Wireless Flash สามารถสั่งงานเป็น Master หรือ Slave ได้ ตั้งได้ 4 ช่อง 4 กลุ่มสามารถชดเชยแสงในแต่ละกลุ่มได้อิสระ และทดสอบการทำงานผ่านปุ่มยิงแฟลช
14. มีแฟลชขนาดเล็กด้านหน้า ช่วยลบเงาเวลาเบาซ์แฟลช ตั้งระดับแสงได้ 3 ค่าคือ 1:1 1:2 1:4
15. มีระบบ Modelling Light (สั่งงานโดยกดปุ่มยิงแฟลช หรือใช้ร่วมกับปุ่ม Preview ที่ตัวกล้องโดยต้องไปตั้งที่ Custom Function
16. ล็อคปุ่มกดได้
17. สเกลแสดงระยะการทำงานของแฟลชแสดงระยะตามช่องรับแสงและความไวแสงอัตโนมัติ
18. มีระบบล็อคแสงแฟลช โดยทำงานร่วมกับปุ่ม AE-L ของกล้อง
19. รองรับระบบสัมพันธ์ม่านชัตเตอร์ชุด 2 แฟลชที่ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ แฟลชแก้ตาแดง แฟลช FP (ใช้กับความเร็วชัตเตอร์สูง)
20. แสงช่วยหาโฟกัสรองรับระบบปรับความชัดหลายจุด (แต่ไม่ครอบคลุมทุกรุ่นที่วางขายในปัจจุบัน)
21. สามารถรีเซ็ทค่าปรับตั้งทั้งหมดได้ผ่านฟังก์ชั่น RESET
22. อุณหภูมิสีประมาณ 5600K
23. สามารถยิงแฟลชที่ M เต็มกำลัง
ได้ประมาณ 180 ครั้งกับแบตเตอรี่ Ni-MH ขนาด 1600 MAH และอัลคาไลน์ความจุสูง
24. เวลาในการชาร์จไฟหลังจากยิงแมนนวลเต็มกำลัง 5 วินาทีกับแบตเตอรี่ Ni-MH (ระดับพลังงานประมาณ 90% หรือ 6 วินาทีที่ระดับพลังงาน 100%)
หลังจากที่ผมได้แฟลชมาตอนแรกผมพยายามลองใช้งานโดยไม่อ่านคู่มือ ปรากฏว่าไม่ชินเท่าไร เลยงงๆ มั่วๆ กลับไปอ่านคู่มือง่ายกว่า ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการหัดใช้แฟลชตัวนี้ ที่สำคัญคือจำตัวย่อให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร เช่น ML คือ Modeling Light (ตอนแรกคิดว่า Memory Lock) FB คือ Flash Bracketing ปุ่ม Mode ไว้ตั้งระบบการทำงานของแฟลชว่าจะเป็น M, A, TTL ปุ่ม Para ไว้ตั้งค่าต่างๆ เช่น ขนาดช่องรับแสง ชดเชยแสง ทางยาวโฟกัส ส่วน SEL ไว้ตั้งค่าการทำงานพื้นฐานเช่น เปิดแฟลชตัวเล็ก ตั้งระบบล็อคปุ่มกด เปิดแสงช่วยหาโฟกัส ฯลฯ ลองเล่นไปสักระยะก็จะจำได้คราวนี้จะใช้งานได้คล่องตัวมาก ถ้าใช้ SB800 กับ SB900 ได้ก็ใช้ 58AF1 ได้สบายๆ โดยรวมแล้ว ระบบการทำงานของ Metz 58AF1 สามารถใช้งานกับ Nikon รุ่นใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ทำงานร่วมกันได้ทุกฟังก์ชั่นเทียบเท่ากับแฟลชของ Nikon เอง แต่ก็มีไม่รองรับการทำงานบางอย่างกับกล้องรุ่นใหม่มากๆ เช่น แสงช่วยหาระยะชัดจะทำงานได้กับจุดโฟกัสกลุ่มกลางเท่านั้น ที่ชอบมากๆ จะทำไม่ได้ (ตอนนี้มีรุ่น 58AF2 ออกมารองรับแล้ว)




เปรียบเทียบ Metz 58AF1 กับ Nikon SB800 และ Nikon SB900
ก่อนการใช้งานภาคสนามผมได้นำเอาแฟลช Metz 58AF1 ไปทดสอบเปรียบเทียบกับ Nikon SB800 และ Nikon SB900 ซึ่งแฟลช 2 ตัวนี้ของ Nikon ถือเป็นแฟลชที่คุณภาพดีเยี่ยม ทั้ง 3 รุ่นนี้มีความแรงตามสเป็คเท่ากันคือ ไกด์นัมเบอร์ 42 เพื่อหาจุดได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งผมทดสอบเปรียบเทียบในบางหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้
1. ขนาดและน้ำหนัก SB800 ตัวเล็กสุด ใหญ่สุดคือ SB900 ส่วนหนักสุดกลับเป็น Metz 58AF1 หนักกว่า SB900 อยู่ประมาณ 30 กรัม เท่านั้น
2. ความสะดวกในการใช้งาน อันนี้พอกันครับ แรกไม่เคยใช้อาจจะไม่ชิน พอใช้ไปสักพักก็คล่อง
3. เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ ทั้ง 3 รุ่นชาร์จได้เร็วพอกับกับแบตเตอรี่ Ni-MH คือ 5-6 วินาที แต่พอไปใช้ Ni-Cd แฟลช SB900 ใช้เวลาชาร์จเพียง 3 วินาทีเท่านั้น (เต็มกำลัง 100%) Nikon SB800 กับ Metz 58AF1 ใช้เวลาพอกันคือ 5 วินาทีหาก SB800 ใช้แบตเตอรี่ 5 ก้อนจะใช้เวลาชาร์จสั้นกว่าเป็น 3 วินาทีเท่านั้น
4. ความสว่าง เทียบที่ M, 50mm.,ISO100 แฟลช Metz สว่างสุด (วัดได้ F32 ที่ 1 เมตร) ส่วน SB800 กับ 900 สว่างเท่ากัน (F22+0.6 stop) แฟลช Metz สว่างมากกว่าอยู่ 0.4 stop
5. ความแม่นยำในการคุมแสงในระบบ Auto ที่ขนาดช่องรับแสงต่างๆ แฟลช Metz คุมแสงได้ดีมาก +-0.1 stop ส่วน SB800 อยู่ที่ -0.5 stop SB900 อยู่ที่ -1 stop ถือว่าผิดพลาดมากทีเดียว
6. ความแม่นยำในการปรับลดแสงในระบบแมนนวล ทั้ง 3 ตัวสามารถคุมแสงในระบบ M ได้ดีเท่ากัน
7. ความแม่นยำในการคุมแสงระบบ TTL SB900 จะให้ภาพมืดกว่า SB800 เล็กน้อย ส่วน Metz 58AF1 ให้ภาพสว่างที่สุด สว่างกว่า SB900 ประมาณ 0.4 stop (ทดสอบด้วย Nikon D3 กับ Color Chart วัดแสง Center-weight ระยะต่างๆ เท่ากันทั้งหมด

8. อุณหภูมิสีของแสง ทั้ง 3 ตัวให้แสงอยู่ที่ประมาณ 5600K
9. ความสม่ำเสมอของแสง Nikon SB900 ทำได้ดีกว่าอีก 2 ตัว เล็กน้อยที่ภาพเดียวกัน
10. การระบายความร้อน (ไม่ได้ทดสอบกับ SB900 เพราะเกรงใจเจ้าของแฟลช) ผมทดสอบยิงแฟลชในระบบ M1:1 ที่ 50 mm. ทุกๆ 6 วินาทีต่อเนื่องกัน 50 ครั้งในห้องแอร์ 26 องศา ทั้งสองตัวยังไม่มีการตัดการทำงาน หน้ากากแฟลชแค่อุ่นๆ เท่านั้นเอง (ตามคำแนะนำของผู้ผลิตแนะนำว่าหลังจากการยิงแฟลช M 1:1 ต่อเนื่อง 15 ครั้งควรพักแฟลช 10 นาทีเพื่อป้องกันการร้อนจัด)
11. ความแม่นยำในการปรับความชัดอัตโนมัติด้วยพื้นที่ปรับความชัดบริเวณกลุ่มกลางภาพ (58AF1 ยังไม่ครอบคลุมทั้ง 52 จุด) ลองปรับความชัดกับกำแพงขาวไม่มีรายละเอียดในห้องปิดไฟมืดสนิท กล้อง Nikon D3 ที่ใช้แฟลช Metz58AF1 ยังสามารถปรับความชัดได้แม่นยำและไม่มีอาการหน่วง
12. ความสม่ำเสมอของสีที่ระดับกำลังไฟต่างๆ แฟลชทั้ง 3 รุ่นสามารถรักษาสมดุลสีได้ไม่ผิดเพี้ยนไปมาทุกระดับกำลังไฟ (แฟลชที่ไม่ดีพอ เวลาลดกำลังไฟภาพจะออกสีน้ำเงินขึ้นเรื่อยๆ)
โดยรวมแล้ว แฟลช Metz 58AF1 เด่นกว่า Nikon ทั้ง 2 รุ่นในเรื่องความแม่นยำในการคุมแสงที่ระบบ Auto และให้ความสว่างมากกว่า ที่ด้อยกว่า Nikon คือความเร็วในการชาร์จแบตเตอรี่ นอกนั้นใกล้เคียงกันมาก





Metz 15MS1 แฟลชวงแหวนสำหรับงานมาโคร
นอกจาก 58AF1 ที่ผมได้ทดสอบแล้ว ยังมีแฟลชรุ่น 15MS1 เป็นแฟลชวงแหวนติดตั้งหน้าเลนส์สำหรับการถ่ายภาพมาโครอีกด้วย ปกติแฟลชวงแหวนที่ขายโดยค่ายอิสระทั่วไปจะไม่เป็นระบบ TTL ทั้งยังราคาค่อนข้างสูง ยกเว้นพวกรีเฟกเตอร์วงแหวนที่ดึงไฟจากแฟลชลงมาอันนั้นราคาไม่แพง แต่ไม่ใช่แฟลชวงแหวนที่แท้จริง ส่วนแฟลชวงแหวนจากค่ายกล้องราคาแพงดุเดือดมาก ข้อดีของแฟลชวงแหวนคือ ให้แสงจากด้านหน้ารอบเลนส์จริงๆ ทำให้แสงสามารถเข้าไปยังวัตถุในแนวตรง 0 องศาได้ใกล้เคียงที่สุด สามารถถ่ายภาพวัตถุที่เป็นหลุมลึกเข้าไปให้เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนมากจะใช้ถ่ายภาพทางการแพทย์พวกถ่ายภาพช่องปาก ฟัน ซึ่งแฟลชธรรมดาไม่สามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมอัตราส่วนของแสงซ้ายขวา จะให้ภาพมีเงาหรือไม่มีเงาก็ได้ หลังๆ นี้มีนักถ่ายภาพมาโครเริ่มหันมาใช้แฟลชวงแหวนกันมากขึ้น สามารถถ่ายภาพพวกตาแมลงได้สวยงามแบบที่แฟลชธรรมดาทำได้ยาก หรือมีการใช้ถ่ายภาพบุคคลเพื่อต้องการประกายตาเป็นวงกลมอีกด้วย
Metz 15MS1 มีค่าไกด์นัมเบอร์ 15 เมตรที่ ISO 100 แสงครอบคลุมเลนส์มาโคร 50 มม. ขึ้นไป ใช้แบตเตอรี่ขนาด AAA จำนวน 2 ก้อน สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ประมาณ 200 ภาพต่อแบตเตอรี่ Ni-MH 1000 MAH 2 ก้อน เวลาในการชาร์จไฟ 0.3-5 วินาที ระบบแฟลชแบบ TTL และ M แบ่งกำลังไฟได้ถึง 1/64 รองรับระบบ TTL ของกล้องทั้ง Nikon, Canon, Olympus, Panasonic, Samsung, Sony, Pentax มีระบบ Modeling Light, Wireless 4 ช่อง 4 กลุ่ม มีแสงช่วยหาโฟกัสและ Slave Flash มีแผ่นกระจายแสงปิดหน้าแฟลช และปรับก้มเงยแฟลชได้ 3 ระดับคือ 0, 10, 20 องศา สามารถหมุนตำแหน่งแฟลชได้รอบทิศ อุณหภูมิสี 5600K และมีคลิปสำหรับกันแสงแฟลช POP-UP ที่ตัวกล้อง โดยคลิปนี้จะให้อินฟราเรดผ่าน (เพื่อสั่งงานในระบบ Wireless)กั้นแสงที่ตามองเห็นเพื่อไม่ให้ไปมีผลกระทบต่อทิศทางแสงในภาพ
ในการใช้งานแฟลช Metz 15MS1 นั้นทำได้ง่ายมากๆ แม้คนไม่เคยใช้แฟลชวงแหวนก็ใช้ได้ไม่ยาก แค่ติดตั้งอแดปเตอร์เข้าไปที่ตรงกลางแฟลชตามขนาดของฟิลเตอร์ที่ใช้งาน (ผมใช้ 105 มาโคร ฟิลเตอร์ขนาด 62 มม.) จากนั้นก็ตั้งระบบการทำงาน ผมทดสอบกับ Nikon D700 Color Chart สีสันยังเที่ยงตรงที่ 5600K ตามสเป็ค


ทดลองใช้งาน Metz 58AF1 และ Metz15MS1
ผมได้นำแฟลช 2 ตัวนี้ไปใปใช้งานร่วมกัน ครั้งแรกตอนไปอบรมถ่ายภาพให้กับบริษัทยาแห่งหนึ่งที่คีรีมายา เขาใหญ่ แต่เวลามีน้อยมาก เลยไม่ได้ลองแฟลชเป็นกิจจะลักษณะอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ หลังจากนั้นกลับมาก็ติดภารกิจมากมายไม่ได้ออกไปถ่ายภาพในป่าอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ สุดท้ายเลยต้องหาวัตถุใกล้ๆ ตัวที่สามารถถ่ายภาพประกอบบทความได้ (ซึ่งภาพสวยไม่สวย จริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับแฟลชสักเท่าไร แฟลชดีคนถ่ายภาพคุมไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์) ผมเริ่มจากถ่ายภาพลูกตัวเอง เนื่องจากเป็นจุดประสงค์หลักของการลองแฟลชในรอบนี้ (หาซื้อแฟลชมาใช้ร่วมกับ SB800 เพื่อถ่ายภาพลูก) ใช้เลนส์ 70-200 มม. ถ่ายภาพที่ระยะห่างระหว่าง 3-5 เมตร ISO 200 ช่องรับแสง F5.6-8 โดยให้แฟลช Metz58AF1 เป็นแฟลชหลัก เปิดแฟลชดวงเล็กเข้าที่ด้านหน้ากำลังไฟเต็ม ใช้หัวแฟลชหลักสะท้อนขึ้นเพดานด้านหน้า ส่วน SB800 ยิงสะท้อนเข้าเพดานด้านหลังเพื่อเปิดฉากหลังที่อยู่ไกลออกไป ปกติเวลาถ่ายภาพลักษณะนี้แสงเงาจะมาจากด้านบนทั้งหมดทำให้เกิดเงาทอดลงล่าง แต่รอบนี้ได้แสงมาจากด้านหน้าด้วยเพราะมีแฟลชเล็กทำงานอยู่ เป็นข้อดีที่หาไม่ได้ใน SB800 กับ SB900 บางภาพผมถ่ายโดยใช้แฟลชเพียงตัวเดียวเท่านั้น ให้แฟลชเล็กของ 58AF1 เป็นแสงหลักด้านหน้า ดวงแฟลชใหญ่ยิงสะท้อนขึ้นเพดาน ไม่มีแสงฉากหลัง และหลายๆ ภาพก็ใช้ Metz 58AF1 ยิงเข้าตรงๆ ส่วน SB800 ยิงขึ้นเพดานก็ยังได้แสงนุ่มๆ สบายตา และทิศทางแสงก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร แต่หากต้องการทิศทางแสงที่สวยขึ้น คงต้องพึ่งพาขาตั้งไฟและร่มสะท้อนแสง (ซึ่งผมไม่มีตอนนี้)


ในการถ่ายภาพตลอดช่วงใช้งานนั้น 58AF1 สามารถทำงานได้ดีมากๆ เวลาชาร์จไฟที่ดูเหมือนจะนานกลับไม่เป็นปัญหา เพราะประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นแสงที่ดี ทำให้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการถ่ายภาพไม่มากนัก เวลาชาร์จจึงสั้น ผมสามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้หลายๆ ภาพต่อกันโดยไม่ต้องรอเวลาชาร์จแบตเตอรี่เลย จนกระทั่งแบตเตอรี่ใกล้จะหมดนั้นละ สามารถใช้ถ่ายภาพในระบบ Wireless ร่วมกับ Nikon SB800 ที่ใช้แบตเตอรี่ 5 ก้อนได้อย่างทัดเทียมกัน สีของแสงที่เท่ากันก็ทำให้ไม่เป็นปัญหา ภาพสีไม่หลุดเลย



ส่วนแฟลชวงแหวน 15MS1 นั้น ผมได้ลองนำไปถ่ายภาพดอกไม้ใบไม้ ซึ่งก็เป็นไปตามจุดประสงค์ของแฟลชคือ แสงนุ่มมาก เงาน้อยมากๆ แม้ว่าจะเปิดแฟลชดวงเดียวหรือเพิ่มอัตราส่วนของแสงเข้าไปถึง 1:4 ก็ยังนุ่มอยู่ดี แฟลชพวกนี้จึงเหมาะกับงานที่ไม่ต้องการเงาหรือต้องการแสงนุ่มๆ รอบวัตถุขนาดเล็กเป็นหลักพอดีผมเบื่อที่จะถ่ายภาพดอกไม้ใบไม้ (เนื่องจากไม่มีของถูกใจเลย) พอดีมองขึ้นไปบนชั้นวางหนังสือเจอพระพุทธรูป ก็เลยคิดได้ว่า เอาพระองค์เล็กๆ มาถ่ายภาพด้วยแฟลชวงแหวนดีกว่าปกตินักถ่ายภาพทั่วไปจะถ่ายภาพพระองค์เล็กๆ โดยใช้แฟลชดวงเดียว หรือไม่ก็ยิงแฟลชด้านหน้า หรือไม่ก็จัดแสงแบบถ่ายภาพบุคคล ซึ่งจริงๆ แล้วการถ่ายภาพบุคคลกับถ่ายภาพองค์พระไม่เหมือนกัน ถ่ายภาพองค์พระจะเน้นรายละเอียดและทรวดทรง จะจัดแสงเหมือนถ่ายภาพ Life ของคนแก่ๆ ใช้แสงจากด้านบนแข็งๆ เป็นหลัก ผมเลยเอาแฟลชวงแหวนมาลองถ่ายภาพโดยเปิดแฟลชทิศทางเดียว สองทิศทางแบบมีอัตราส่วน ซึ่งได้เงาค่อนข้างสั้นมาก ทุกสิ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดไปหมด ต่อมาจึงเปลี่ยนใช้แฟลช 58AF1 เป็นแสงหลักยิงจากด้านบน แล้วใช้แฟลชวงแหวน 15MS1 เป็นแฟลชลบเงาซึ่งได้ผลดี ทำให้รู้สึกสนุกมากตอนถ่ายภาพพระองค์เล็กๆ นี้ จริงๆ ผมสามารถใช้คุกกี้บังแสงแฟลชให้ตกเฉพาะส่วนได้ด้วย แต่ไม่ได้ทำเพราะจะกลายเป็นเรื่องการถ่ายภาพพระไป ไม่ได้เป็นการลองใช้งานแฟลช จึงอยากให้เห็นว่า ใช้แฟลชกับอุปกรณ์ที่ให้มาเดิมๆ นั้นได้ผลเป็นอย่างไร

สรุป
หลังจากทดสอบและใช้งานไประยะหนึ่ง ผมบอกได้ว่า Metz ยังคงคุณภาพความเป็นแฟลชอิสระที่ดีที่สุดเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องความแม่นยำของแสง ให้แสงแรงกว่า ตัดแสงแม่นยำกว่า ประหยัดแบตเตอรี่กว่า ส่วนระบบการทำงานที่เคยเป็นจุดอ่อนในช่วงหนึ่งนั้น ตอนนี้ไม่มีปัญหาเหล่านั้นแล้ว ระบบการทำงานทัดเทียมแฟลชยี่ห้อกล้อง ในราคาที่ถูกกว่า ผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่จะคิดว่า แฟลช Metz ราคาถูกกว่าแฟลชกล้องไม่มาก เพิ่มเงินไปซื้อแฟลชกล้องเลยดีกว่า แต่ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่งคือ แฟลชกล้องราคาสูงกว่า Metz ซื้อ Metz ดีกว่า ดีไม่น้อยกว่าแล้วจะจ่ายแพงกว่าทำไม ส่วนข้อด้อยกว่าก็มีอยู่บ้างเช่น ซูมหัวแฟลชได้น้อยกว่า (ได้ถึง 105 มม.) ชาร์จแบตเตอรี่นานกว่าที่กำลังไฟ 100% (ทดสอบกับแบตเตอรี่ Ni-Cd) ซึ่งอาจจะมีผลต่อผู้ที่ยิงแฟลชเต็มกำลังต่อเนื่องอยู่บ้าง




