ถ้ามีคำถามที่ว่า กล้องแบบ Mirrorless Micro 4/3 ตัวใดที่ทำยอดขายได้สูงและเป็นกล้องที่สร้างตลาดให้กับระบบ Micro 4/3 ได้อย่างเต็มภาคภูมิเชื่อว่าคำตอบส่วนมากก็คือ Panasonic GF1 ครับ เพราะเป็นกล้องที่ออกแบบได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ในทุกระดับ
ไม่ว่าจะระดับมืออาชีพที่ต้องการกล้องสำรองขนาดเล็กคุณภาพเยี่ยม และมือสมัครเล่นที่ต้องการกล้องขนาดพกพาที่คุณภาพสูงกว่ากล้องCompact เดิม เพราะการออกแบบตัวกล้องที่ดูเรียบง่ายแต่มีระบบการทำงานครบครัน มีแฟลชในตัวซึ่งคู่แข่งใน Concept เดียวกันไม่มี ความกล้าที่จะใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสเดียวคุณภาพสูงมาให้แทนการใช้เลนส์ซูมเหมือนกับคู่แข่งยี่ห้ออื่นๆ และความกล้าที่จะออกแบบตัวกล้องให้มีหลากหลายสี ไม่ว่าจะแดง ดำ เงิน ขาว และสีชมพูเพื่อคุณสุภาพสตรีโดยเฉพาะ ด้วยสิ่งเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ GF1 กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ตลอดมา เมื่อมีการถามถึงกล้องแบบ Mirrorless ครับ เมื่อถึงช่วงเวลาของการเปลี่ยนรุ่น Panasonic จึงเดินตามความสำเร็จเดิมของ GF1 และปรับให้ถูกรสนิยมของผู้ใช้ในบางกลุ่มให้มากขึ้นไปอีก ผลจะเป็นอย่างไรเราตามไปดูกันเลยนะครับ
จุดเด่นของ Panasonic GF2 เมื่อเทียบกับ GF1
ตัวกล้องมีขนาดเล็กลง 19% น้ำหนักลดลง 7%
เลนส์ Kit ใหม่ ทางยาวโฟกัสเทียบเท่าเลนส์ 28 มม. (เมื่อเทียบกับกล้อง 135) ให้มุมรับภาพที่พอเหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเดิม
หน้าจอ LCD ความละเอียดเท่าเดิม แต่ทำงานในระบบสัมผัสเช่นเดียวกับ Panasonic G2 GH2
ออกแบบ Interface ใหม่ ทั้งในหน้าการทำงาน และใน Quick Menu เพื่อการใช้งานกับจอแบบสัมผัสได้ง่ายขึ้น และลดจำนวนปุ่มปรับบนตัวกล้องลง
ตัดแป้นปรับเลือกระบบการถ่ายภาพออกไป แต่เพิ่มปุ่ม iA เข้ามาใช้งานแทน
เซ็นเซอร์ความละเอียดเท่าเดิม แต่เพิ่มความสามารถในการบันทึกภาพถึงระดับ Full HD 1080i ที่เฟรมเรท 50/60ภาพต่อวินาที ในระบบเสียงแบบ Stereo และเร่งความไวแสงสูงสุดได้ถึงระดับ ISO 6400
ระบบประมวลผล Venus FHD เพื่อความสามารถในการทำงานของกล้อง ทั้งการจัดการนอยซ์ การถ่ายวิดิโอ และความเร็วในการทำงานทั้งระบบ
เพิ่มระบบ Defocus control เพื่อช่วยควบคุมความเบลอของฉากหลังในระบบ iA
แบตเตอรี่ใหม่ ขนาดเล็กและความจุลดลงกว่าเดิมเล็กน้อย
การออกแบบ
Panasonic ออกแบบ GF2 โดยลดขนาดของ GF1 ให้เล็กกะทัดรัดลงมาอีกจนเกือบจะเท่ากล้องคอมแพคเกรดโปรแล้วแต่ยังคงคุณสมบัติเดิมไว้เกือบครบถ้วน โดยความกว้างของตัวกล้องลดลง 6 มม. ความสูงและความหนาลดลงอย่างละ 3 มม.น้ำหนักตัวกล้องลดลงจาก 285 กรัมเหลือ 265 กรัม และเน้นให้เหมาะกับการใช้งานแบบ Snapshot มากขึ้นด้วยปุ่ม iA ที่แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ และตัดปุ่มบางปุ่มที่ใช้งานน้อยออกไป เพราะ GF2 ได้ประโยชน์จากการใช้จอ LCD แบบสัมผัสเพื่อสั่งการทำงานเป็นหลักอยู่แล้ว ทำให้ตัวกล้องดูสะอาดตา ไม่เต็มไปด้วยปุ่มกดเหมือนเช่น GF1 เมื่อผนวกกับเลนส์ Kit ใหม่ 14/2.4 ที่มีขนาดที่เล็ก บางกว่า 20/1.7 เดิมอีกพอสมควร ให้มุมรับภาพเทียบเท่ากับเลนส์ 28 มม. ของกล้องฟิล์ม 135 ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานขณะเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นครับ
อีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่กล้อง Panasonic ตระกูล G หลังๆ เริ่มผลิตที่ประเทศจีน ไม่เว้นแม้แต่ GH2 ที่เป็นกล้องรุ่นสูงสุด แต่ GF2 และเลนส์ 14/2.5 ยังคงผลิตที่ประเทศญี่ปุ่นเช่นเดิม ซึ่งงานการประกอบก็สมกับที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นครับ คือแน่นหนามาก และเนี๊ยบสุดๆ



ระบบการทำงาน
Panasonic GF2 ยังคงใส่ระบบการบันทึกภาพมาอย่างเพียบพร้อมเช่นเคย เหมือนกล้องพี่น้องในตระกูล G ของ Panasonic ในยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบ iA ที่ทำงานแบบอัตโนมัติเต็มระบบ แต่ยังสามารถปรับชดเชยแสงได้ หรือระบบการถ่ายภาพพื้นฐานได้แก่ P S A M และโปรแกรมรูปภาพอีกมากมาย รวมถึงระบบช่วยเหลือในการถ่ายภาพในสภาวะแสงยุ่งยาก อันได้แก่ระบบ iExposure และระบบ iDynamic ที่ทำงานเหมือนกับ iContrast เดิมครับ
นอกจากนี้ ในระบบ iAuto นั้น GF2 ยังเพิ่มคำสั่ง Defocus control ขึ้นมาด้วย เมื่อเปิดใช้ระบบนี้และต้องการเบลอฉากหลังให้เป็นอย่างที่ต้องการ เพียงรูดที่แถบ Defocus control ที่หน้าจอก็จะสามารถปรับช่วงความชัดของฉากหลังได้ทันที และเห็นผลที่ได้จากในจอ LCD ครับ โดยกล้องจะทำการเลือกค่าของช่องรับแสงรวมถึง ISO ที่เหมาะสมกับสภาวะแสงให้เองครับ
ถึงตอนนี้ หลายคนคงจะเลิกกังขาแล้วว่า การใช้จอ LCD ด้านหลังกล้องแบบสัมผัสนั้นมีประโยชน์และใช้งานได้จริงแค่ไหน เพราะ GF2 เป็นกล้องแบบ Mirrorless เปลี่ยนเลนส์ได้เป็นตัวที่สามจาก Panasonic ที่ใช้จอแบบนี้ และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าก็คือนอกจากจะแตะที่จอเพื่อให้เข้าเมนูต่างๆ ได้แล้ว ยังแตะจุดที่กล้องจะโฟกัสแล้ว ผู้ใช้ยังสามารถให้กล้องหาโฟกัสและลั่นชัตเตอร์เองได้โดยการแตะที่หน้าจอเท่านั้น รวมถึงการถ่ายวิดิโอที่การเลือกกรอบโฟกัสจะทำได้ง่ายและแม่นยำดีมากเช่นกัน และเพื่อให้การมองแจ่มชัดแม้อยู่ในสภาพแสงแดดจัดจ้า GF2 จึงมาพร้อมกับหน้าจอแบบเคลือบกันการสะท้อนแสงในตัวครับ



ผลการใช้งาน
ตอนที่มีการเผยแพร่สเปคของ GF2 ออกมาคร่าวๆ โดยยังไม่เห็นตัวจริงว่า GF2 จะลดขนาดกล้องลงกว่า GF1 ลงไปอีกนั้น หลายคนสงสัยว่าจะจับถือได้ถนัดมืออยู่หรือ เพราะ GF1 เองก็มีขนาดที่เรียกได้ว่าพอดีมืออยู่แล้ว และเป็นกล้องออกแบบมาได้ลงตัวมากๆ รุ่นหนึ่ง ซึ่งพอได้เห็นตัวจริงแล้วก็ต้องบอกว่า ทีมออกแบบของ Panasonic ออกแบบ Panasonic GF2 ได้ดีมากครับ ปัจจัยหลักที่ทำให้กล้องบางลงได้ชัดเจนก็คือการใช้จอ LCD หลังกล้องแบบสัมผัสที่เริ่มใช้มาจาก G2 GH2 มาใช้งาน ซึ่งจะควบคุมการทำงานได้หลากหลายจนสามารถเอาแป้นปรับระบบการถ่ายภาพออกไปเลยและใช้เลนส์ Kit ตัวใหม่ที่บางและเล็กลงกว่า 20/1.7 เดิมอีกพอสมควรครับ แต่ถึงตัวกล้องจะบางและเล็กลงอย่างนี้ การจับถือกลับทำได้ดีมาก เพราะ GF2 ออกแบบกริปด้านหน้ากล้องได้ลงตัวมาก จากเดิมที่เป็นสันทื่อๆ ตรงๆ ก็ปรับให้โค้งเว้าเข้ารูป ทำให้เวลาใช้งานจริง ตัวกริปจะเป็นที่พักนิ้วกลางได้อย่างเป็นธรรมชาติกว่า GF1 ด้วยซ้ำ ตรงนี้ผมชอบเลยครับ เป็นกล้องที่จับถือได้ดีมากเมื่อเทียบกับขนาดของตัวกล้อง
ในด้านของระบบการทำงานและการหาโฟกัส ผลพวงของการใช้ระบบประมวลผล Venus engine FHD ที่ใช้กับ GH2 มาก่อน ทำให้ GF2 ทำงานได้ฉับไวขึ้นกว่า GF1 แบบพอรู้สึกได้ ซึ่งจะเห็นผลได้ชัดเจนกับระบบการหาโฟกัสครับ เร็วได้ในระดับเดียวกับ GH2 ดีกว่าคู่แข่งต่างยี่ห้ออีกพอสมควรเช่นกัน แต่ Timelag หรือเวลาที่ชัตเตอร์ลั่นหลังจากกดชัตเตอร์ยังไม่ต่างจาก GF1 นักครับ
ส่วนการปรับตั้งกล้องและการเข้าเมนู ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต่างไปจาก GF1 ค่อนข้างมาก เนื่องจาก GF2 ไม่มีแป้นปรับระบบการถ่ายภาพอีกต่อไป Panasonic จึงออกแบบเมนูการทำงานใหม่ร่วมกับทัชสกรีน ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนระบบการบันทึกภาพของกล้อง ก็ต้องกดไปที่หน้าจอตรงตำแหน่งนั้นก่อน แล้วกล้องจะขึ้นค่ามาให้เลือกปรับว่าจะเอาแบบไหน ซึ่งก็รวมถึงการปรับตั้งค่าสีเช่นกัน การปรับตั้งค่าสีใน GF2 มีโหมดสีให้เลือกปรับให้ไม่มากนัก และถ้าต้องการปรับค่าต่างๆ เช่น Color sat. หรือ Contrast จะทำได้ในโหมดภาพสีและขาวดำเท่านั้น ต่างจาก GF1 ที่มีตัวเลือกในโหมดสีมากกว่า และในแต่ละโหมดสียังปรับละเอียดได้อีกเช่นกัน คาดว่าเพราะ Panasonic คงเน้นให้ GF2 เป็นกล้องที่ผู้ใช้จะใช้งานแบบง่ายๆ มากกว่าเป็นกล้อง Mirrorless กึ่งโปรแบบ GF1 ครับ
เมนูอีกอย่างที่เปลี่ยนไปก็คือ Q.menu ที่ปกติเวลากดปุ่มนี้ จะสามารถปรับตั้งค่าต่างๆ ทั้งหมดที่แสดงในจอ LCD ได้อย่างรวดเร็วเพียงกดแป้นซ้ายขวาและกด set เท่านั้น ซึ่งคนที่ใช้บ่อยๆ จะชอบมากเพราะไม่ต้องตะลุยเข้าไปในเมนูหลักของกล้องเลย แต่ Q.menu ที่อยู่ใน GF2 จะต้องตั้งค่าก่อนว่าต้องการใช้งานคำสั่งไหนบ้างและเรียงลำดับเอาเอง ซึ่งอาจจะมองว่าจะเป็นการปรับแต่งให้เข้ากับผู้ใช้มากที่สุดก็ได้ แต่กับผู้ใช้ที่เคยใช้ Panasonic รุ่นเก่ามาก่อนจะงงๆ หน่อย เพราะ Q.Menu ใน GF2 มีค่าตั้งต้นมาครั้งแรกเพียง 5 ค่าเท่านั้น ผมเองก็กดอยู่นาน และงงด้วยว่าทำไมมันน้อยจัง กว่าจะจับจุดได้ก็ต้องใช้เวลาพักให่ครับ
อีกอย่างที่น่าแปลกใจสำหรับ GF2 ก็คือส่วนของการเลือกระบบการเปิดรับแสงและ Q.menu เราสามารถใช้นิ้วกดที่จอ LCD เพื่อปรับตั้งและเข้าสู่โหมดการทำงานได้ทันที แต่ใน Menu เพื่อการปรับตั้งค่า Setting ของตัวกล้อง กลับไม่ได้ใช้ความสามารถของทัชสกรีนหลังจอเลย ยังคงการเข้าสู่เมนูและปรับตั้งด้วยแป้นกดสี่ทิศทางเหมือนเดิม ซึ่งตรงนี้ก็แปลกๆ ไปอยู่ครับ เพราะถ้าทำเมนูทั้งหมดให้รับกับจอแบบนี้จะทำให้ใช้งานกล้องได้คล่องตัวกว่าครับ
ส่วนเรื่องของไฟล์ภาพและเลนส์ Kit ตัวใหม่ ที่ ISO ต่ำ 100-200 ภาพที่ได้คมชัดดีครับ ถ้าเทียบกับ GF1 ภาพจะดูเนียนกว่า GF1 เล็กน้อย ให้สีสันในไฟล์แบบเจเปคได้เท่ากับ GF1 ในค่าสีแบบมาตรฐานเช่นเดียวกัน เสียดายที่ GF2 ไม่มีค่าสีแบบ Dynamic หรือ Aggressive ที่ปรับค่าได้อีกต่อไป ซึ่งจะให้สีและคอนทราสที่อิ่มเข้มกว่าอีกนิด แต่ GF2 ก็เรียกได้ว่าให้สีสันดีมากแล้วครับ ส่วนที่ ISO 400-1600 ตรงนี้จะต่างจาก GF1 ค่อนข้างชัดเจน เพราะ GF1 จะเห็นนอยซ์ทั้งแบบสีและแบบเม็ดเกรนค่อนข้างมาก แต่ GF2 จะทำ NR ให้ภาพดูเนียนกว่า ภาพที่ได้จะนุ่มๆ เบลอๆ มีอาการสีซีดลง คอนทราสและการไล่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในภาพลดลง ซึ่งให้ผลคล้ายกับ GH2 ที่เป็นกล้องรุ่นให่กว่าครับ เพียงแต่ GH2 จะได้เปรียบที่มีพิกเซลมากกว่า ทำให้แยกรายละเอียดและให้ความคมชัดได้ดีกว่า GF2 ครับ ซึ่งถ้าเทียบกับ GF1 แล้ว GF2 ยังพอจะถ่ายที่ ISO 1600 ได้ ในขณะที่ GF1 อยู่ในขั้นไม่ค่อยน่าใช้แล้วครับ และสิ่งที่พบเวลาใช้งาน GF2 กับเลนส์ที่นำไปทดสอบ ทั้ง 14/2.5 และ 45/2.8 Macro ก็คือภาพจะไม่ได้ถูกฝัง Exif ว่าถ่ายรูปในแนวนอนหรือแนวตั้ง ผลก็คือต้องมานั่ง Flip รูปแนวตั้งเองทั้งหมด และที่ประหลาดไปกว่านั้นก็คือบางครั้งภาพที่ถือถ่ายในแนวนอนก็ถูก Flip ให้เป็นภาพแนวตั้ง หรือบางครั้งตีลังกา 180 องศาก็มี! คาดว่าคงต้องมีการอัพเกรด firmware ทั้งกล้องและเลนส์ใหม่ก่อนครับ
ในด้านของการใช้พลังงาน ถึงแม้ว่า GF2 จะใช้จอแบบสัมผัสที่กินไฟมากกว่าจอแบบทั่วไปอยู่บ้าง และแบตเตอรี่ที่มีความจุน้อยกว่า GF1 อีกเล็กน้อย แต่ด้วยระบบประมวลผลที่กินไฟน้อยลง ทำให้การใช้งานสำหรับแบตแต่ละก้อนใกล้เคียงกับ GF1 ครับ ไม่ได้น้อยกว่าจนน่าตกใจ แต่ตัวกล้องถ้าเปิดใช้งานต่อเนื่องจะพบว่าอุ่นขึ้นค่อนข้างชัดเจนครับ
สรุป
ตัวเล็กลงกว่าเดิม คุณภาพไฟล์ดูดีกว่าเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ ISO สูง จับถือถนัดและดู “สวย” มากๆ หากคุณเป็นผู้ใช้กล้องที่ต้องการกล้องที่ดูหรูหรา ขนาดกะทัดรัดแต่คุณภาพใกล้เคียงกล้อง DSLR แล้วละก็ Panasonic GF2 เป็นอีกทางเลือกที่คุณควรให้ความสนใจครับ









