Camerart Magazine

Panasonic Lumix G3

หลังเปิดตัว Panasonic Lumix G2 กล้อง Mirrorless ระดับกลางตัวเก่งจาก Panasonic ก็ได้มีการเปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ในยุคที่ 3 ที่จะมาสืบทอดความสำเร็จ และเป็นการปรับระดับชั้นของกล้อง Mirrorless ของ Panasonic ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้อย่างหลากหลาย ซึ่ง Panasonic DMC-G3 เป็นกล้องตัวแรกที่เปิดตัวออกมา และมีการเปลี่ยนแปลงไปจาก G2 เดิมอยู่หลายอย่าง

จุดเด่นของ Panasonic G3 เมื่อเทียบกับ G2

• เซ็นเซอร์ CMOS ใหม่ ขนาด 16.7 ล้านพิกเซล ความละเอียดสูงสุดเมื่อเทียบกับเซ็นเซอร์ 4/3 ในรูปแบบมาตรฐานทั้งหมด

• ช่วงความไวในการเปิดรับแสงของเซ็นเซอร์ ตั้งแต่ ISO 160-6400

• ความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องสูงขึ้นจาก 3.2 ภาพต่อวินาทีเป็น 4 ภาพต่อวินาที หรือเร็วจี๋ได้ถึง 20 fps ที่ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล

• เปลี่ยนลักษณะการเข้าสู่เมนูของจอแบบสัมผัสเป็นแบบเดียวกับ Panasonic GF-2

• เพิ่มความสามารถในการบันทึกวีดิโอได้ถึงรับ 1080i ที่ 30 และ 60 เฟรมต่อวินาที

• สามารถเลือกตำแหน่งโฟกัสได้ทุกจุดบนช่องมองภาพหรือบนจอทัชสกรีน

• ระบบโฟกัสแบบเฉพาะเจาะจง เมื่อโฟกัสได้แล้วจะขยายจุดที่โฟกัสให้ตรวจสอบความคมชัดได้โดยอัตโนมัติ

• ระบบโฟกัสภาพแบบต่อเนื่องติดตามวัตถุในการถ่ายวีดิโอ

• ออกแบบตัวกล้องใหม่ ขนาดเล็กลง ลดจำนวนปุ่มและแป้นปรับต่างๆ ลง เน้นการใช้งานร่วมกับการใช้จอแบบสัมผัสมากยิ่งขึ้น

• ระบบประมวลผลใหม่ Venus Engine FHD จากกล้องรุ่นใหญ่ GH2 เพื่อความสามารถในการจัดการนอยซ์ที่ดีขึ้นไปอีก

 

การออกแบบ

ครั้งแรกที่ Panasonic เปิดตัว G3 ออกมานั้น สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดเมื่อเทียบกับ G2 และG1 ก็คือตัวกล้องที่ดูโล่งๆ โดยเฉพาะทางด้านหน้าตัวกล้อง เนื่องจาก G3 เปลี่ยนการออกแบบตัวกล้องใหม่ สัดส่วนโดยรวมของกล้องก็เล็กลงพอสมควร (แต่ถ้ามองเผินๆ โดยไม่ได้มี G2 เปรียบเทียบอาจจะดูไม่ออกว่าเล็กลงนัก) เนื่องจาก G3เหลือแป้นด้านบนกล้องเพียงแป้นเดียวเท่านั้น คือแป้นปรับระบบการบันทึกภาพ (ที่มีขนาดเล็กลงอีกต่างหาก) ส่วนแป้นปรับเลือกใช้กรอบโฟกัสที่อยู่ด้านซ้ายมือของตัวกล้อง ก้านโยกเพื่อเปลี่ยนระบบการหาโฟกัสและก้านโยกเลือกระบบถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถูกตัดออกไปทำให้ความกว้างของกล้องลดลงเกือบ 1 ซม. ความลึกของตัวกล้องที่ลดลงเกือบๆ 1 นิ้วเพราะการเปลี่ยนรูปแบบของกริปนี่เองครับ จากเดิม G1และ G2 ใช้กริปรูปทรงเหลี่ยมหนา ตัดชันเพื่อให้จับถือในลักษณะหิ้วกล้องได้สะดวกโดยที่วางปุ่มกดชัตเตอร์บนกริปเหมือนกล้อง DSLR ทั่วไป G3 ย้ายปุ่มกดชัตเตอร์มาเป็นอยู่บนตัวกล้องแทน ลดขนาดของตัวกริปลงมาค่อนข้างมาก และการสกรีนคำว่า G ลงไปเพียงโดดๆ ไม่มีชื่อรุ่นตามมาเหมือนเคย ทำให้ดูไม่คุ้นตา และน่าสงสัยว่าการจับถือจะยังทำได้ดีอยู่ไหม แต่ด้วยการออกแบบกริปที่ปาดเฉียงได้อย่างลงตัวเหมือนกับ GF-2 ทำให้การจับถือยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยต้องเปลี่ยนท่าในการจับจากกล้อง DSLR หรือตระกูล G, GH เล็กน้อยครับ

ส่วนด้านหลังของตัวกล้อง จะพบว่าปุ่ม AE-Lock ได้ถูกแทนที่ด้วยปุ่มบันทึกวีดิโอไปแล้ว แต่ผู้ที่ใช้งานปุ่มนี้บ่อยๆ ก็ยังคงรับได้ เพราะ G3 เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกปุ่ม Display และปุ่ม Q.Menu เป็นปุ่ม Function ที่สามารถเลือกคำสั่งที่เราใช้งานบ่อยขึ้นมาได้ตามความต้องการ

จอ LCD ด้านหลังกล้องแบบสัมผัสก็เป็นส่วนที่ Panasonic ภูมิใจมาก เพราะเป็นผู้นำมาใช้เป็นรายแรกในระบบ m4/3 โดยที่จุดเด่นของ G3 ที่ใช้จอแบบสัมผัสนี้ก็คือก็คือยังเป็นยี่ห้อเดียวที่ใช้จอแบบพับได้ ทำให้การถือถ่ายในมุมต่ำหรือมุมสูงเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย ความละเอียดระดับ 460,000 พิกเซล คมพอที่จะตรวจความคมชัดได้ และให้สีสันที่สดใสไม่แพ้พวกจอความละเอียดสูงๆ 900,000 พิกเซล แต่สิ่งที่ขาดหายไปโดยไม่น่าจะหายก็คือเซ็นเซอร์ที่ใช้สลับการแสดงผลจากจอ LCD หลังกล้องเป็นช่องมองภาพเมื่อแนบตาเข้ากับกล้อง ยังดีที่กล้องจะสลับภาพไปที่ช่องมองทันทีถ้าผู้ใช้พลิกจอด้านหลังเพื่อไม่ใช้งาน

Panasonic DMC-G3 ยังคงเหมือนกับ G2 และ GH-2 ที่ใช้ฐานการผลิตที่ประเทศจีน แต่คราวนี้ตัวบอดี้ด้านหน้าได้ปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้เป็นอัลลอยด์ที่แข็งแกร่งกว่าบอดี้พลาสติกเดิม ให้ความรู้สึกที่แน่นหนาและงานประกอบที่ไม่ได้ด้อยว่ากล้องที่ Made in Japan แต่อย่างใด

 

เซ็นเซอร์ใหม่ และระบบประมวลผลใหม่

นับเป็นครั้งแรก ที่กล้องแบบ 4/3 ใช้เซ็นเซอร์ที่มีจำนวนพิกเซลสูงถึง16.6 ล้านพิกเซล (ใช้งานจริง 15.8 ล้านพิกเซล) (นับจากเซ็นเซอร์ที่มีอัตราส่วนกว้างxยาวเป็น 4:3 ตายตัว ไม่ใช่แบบหลายอัตราส่วนที่ Panasonic GH2 ใช้) ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ใหม่ล่าสุด พัฒนามาเพื่อ G3 โดยเฉพาะ ความไวแสงต่ำสุดสูงกว่าเซ็นเซอร์เก่า 2/3 สตอป คือ ISO 160 แต่สูงสุดยังคงไปถึงที่ ISO 6400 เช่นเดิม พัฒนาเรื่องสัญญาณรบกวนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยที่ Panasonic ยืนยันว่าสัญญาณรบกวนต่ำกว่าเซ็นเซอร์ 12 ล้านพิกเซล ที่ใช้อยู่ในตอนนี้กว่า 200%!!! ให้ความคมชัดได้ดีและความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลสูงมากเนื่องจากเซ็นเซอร์ตัวนี้สามารถบันทึกไฟล์แบบ Full HD 1080i ที่เฟรมเรท 30 ภาพต่อวินาที (และเพิ่มเฟรมเรทเป็น 60 ภาพต่อวินาทีได้) การส่งผ่านข้อมูลที่รวดเร็วมากทำให้ระบบโฟกัสของ G3 เร็วขึ้นกว่า G2 อีกเช่นกันทั้งหมดนี้นอกจากเซ็นเซอร์ใหม่จะมีส่วนอย่างมากแล้ว ระบบประมวลผล Venus Engine FHD ที่ใช้อยู่ใน GH-2 กล้องรุ่นโปรกว่าก็เป็นตัวช่วยที่สำคัญเช่นกัน

 

ระบบโฟกัสใหม่

Panasonic G3 นอกจากจะมีระบบการเลือกกรอบโฟกัสทั้งแบบแนวกว้าง และแบบ 1 จุดที่สามารถปรับขนาดความกว้างของกรอบได้ และยังสามารถเปลี่ยนตำแหน่งไปได้ทั้งจอรับภาพแล้ว ยังเป็นกล้องรุ่นแรกของ Panasonic ที่เพิ่มระบบการหาระยะชัดแบบใหม่ คือการหาโฟกัสแบบ Pinpoint Focusing เป็นจุดโฟกัสขนาดเล็กพิเศษที่สามารถเลื่อนไปได้เกือบทั่วจอ โดยจะมีความพิเศษเมื่อตอนกดปุ่มชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเพื่อโฟกัสภาพ กล้องจะทำการขยายพื้นที่ของจุดโฟกัสจนเต็มจอเพื่อแสดงผลของการหาโฟกัสว่าแม่นยำเที่ยงตรงแค่ไหน ช่วยเพิ่มความมั่นใจของผู้ใช้งานได้อีกระดับหนึ่ง

 

ระบบการทำงาน

Panasonic G3 เพิ่มระบบการทำงานของกล้องขึ้นอีก จากเดิมที่มีเพียงระบบการบันทึกภาพแบบมาตรฐาน ระบบโปรแกรมแบบรูปภาพ และโปรแกรมถ่ายภาพแบบ iA อันลือชื่อเท่านั้น โดยคราวนี้เน้นสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการภาพที่มีการปรับค่าสีแบบพิเศษต่างๆ ขึ้นมา นั่นคือ Creative Control Program ครับ โดยมีค่าสีให้เลือกถึง 5 แบบหลากหลายถูกใจนักถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ไม่ด้อยกว่าคู่แข่งในท้องตลาดอีกต่อไป

ส่วนระบบ iA ของ Panasonic นั้น จากเดิมที่มีเพียง iA เพียงแบบเดียวที่สามารถปรับค่าการชดเชยแสงได้ ได้เปลี่ยนใหม่เป็น iA และ iA+ โดยที่ iA แบบปกตินั้นจะทำได้เพียงเลือกความเบลอของฉากหลังได้เท่านั้น ส่วน iA+ นั้นจะสามารถปรับชดเชยแสงได้ ปรับความเบลอของฉากหลังได้ และสามารถปรับสมดุลสีหรือ White Balance ได้อีกด้วย ทำให้การใช้งานคล่องตัวขึ้น

ระบบการทำงานอีกอย่างหนึ่งที่เปลี่ยนไปนั่นก็คือ Q.Menu จากเดิมที่กดปุ่ม Q.menu แล้วจะตะลุยเข้าไปได้ทุกคำสั่งบนหน้าจอ LCD เลย กลายมาเป็นแบบเดียวกับ Panasonic GF2 คือสามารถเลือกคำสั่งที่ใช้บ่อยได้ 15 คำสั่งมาเรียงกันตามใจชอบ แล้วสั่งการด้วยทัชสกรีนโดยตรง ซึ่งบางคนจะชอบเพราะสามารถเลือกคำสั่งที่ใช้งานบ่อยมาอยู่ใกล้ๆ กัน และปิดคำสั่งที่แทบจะไม่ได้ใช้เลยได้ แต่บางคนก็ชินกับการเข้าเมนูอย่างเก่ามากกว่าครับ

 

ผลการทดลองใช้

ความเห็นเกี่ยวกับการออกแบบภายนอก และการควบคุมกล้อง

ครั้งแรกที่ได้เห็นตัวจริงของกล้องก็คือ “มันเรียบๆ ยังไงชอบกลแฮะ” เพราะปกติ Panasonic ตระกูลG ไม่ว่าจะ G GF หรือ GH ก็ตาม การสกรีนชื่อรุ่นที่ด้านหน้าของกล้องจะต้องตามด้วยตัวเลขบอกชื่อรุ่นเสมอ แต่กับ G3 ที่แสดงแต่ตัว G ใหญ่โดดๆ อยู่เพียงตัวเดียว และไม่เห็นปุ่มชัตเตอร์อยู่บนสันกริปอย่างกล้องรุ่นพี่ ทำให้มันดูไม่โปรเท่าไหร่ แต่พอได้จับได้ลองถือก็พบว่า G3 ออกแบบกริปที่ปาดแบบนี้ได้ดีมากไม่แพ้ GF2 ถึงแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนท่าการจับบ้างแต่ก็ยังจับถือได้กระชับและค่อนข้างสบายนิ้วดีครับ เพราะยังมีพื้นที่ให้นิ้วนางได้เกี่ยวกับตัวกล้องอยู่บ้าง ทำให้การใช้งานกับเลนส์ทางยาวโฟกัสสูงยังทำได้ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะเมื่อเล็งกับ EVF เพราะความสมดุลในการจับถือยังคงดีอยู่ ส่วนการขาดหายไปของแป้นปรับระบบการหาโฟกัสและระบบการเลือกกรอบโฟกัสไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมเลย เพราะไม่ค่อยได้ปรับกันบ่อยๆอยู่แล้ว และที่ผมชอบมากก็คือการย้ายปุ่มบันทึกวีดิโอจากด้านบนตัวกล้องมาอยู่ด้านหลัง เพราะตำแหน่งเดิมใน G2 อยู่ใกล้กับปุ่ม iA มาก มักจะเผลอกดผิดเป็นบันทึกวีดิโอไปบ่อยๆ ครับ ส่วนของการแสดงผล ในด้านของ EVF ยังคงเยี่ยมเหมือนเช่นเคย คมชัด สว่าง ให้รายละเอียดบนหน้าจอได้อย่างครบถ้วน ส่วนจอ LCD ด้านหลังกล้องที่เป็นแบบทัชสกรีนถึงแม้ความละเอียดจะไม่สูงแบบคู่แข่ง แต่การพับจอเพื่อถ่ายมุมสูงและมุมต่ำได้นี่ทำให้การใช้งานสะดวกคล่องตัวกว่าอย่างมากครับ

ระบบการหาโฟกัส

จุดที่ผมชอบกล้อง Mirrorless ของ Panasonic มากกว่ายี่ห้ออื่นก็คือการเลือกกรอบโฟกัสครับ แน่นอนว่ากล้องส่วนมากมีระบบเลือกกรอบโฟกัสทั้งแบบกว้างที่กล้องจะเลือกใช้กรอบโฟกัสอัตโนมัติและการเลือกกรอบโฟกัสเองอยู่แล้ว แต่ Panasonic มีจุดเด่นก็คือการเลือก “ขนาด” ของกรอบโฟกัสได้ เพื่อการโฟกัสที่เฉพาะเจาะจงขึ้นโดยเฉพาะเวลาถ่ายสิ่งของเล็กๆ หรือถ่ายด้วยเลนส์เทเล และการใช้งานจุดโฟกัสแบบเล็กกับจอทัชสกรีนแบบสัมผัสนี่ทำให้การจัดองค์ประกอบภาพทำได้ง่ายมากๆ โดยแค่จัดองค์ประกอบภาพให้ดีก่อน แล้วเอานิ้วแตะที่จอหลังกล้อง แตะตรงไหนโฟกัสตรงนั้น หรือจะให้ลั่นชัตเตอร์ทันทีก็ยังได้! ซึ่งสะดวกรวดเร็วมากครับ แต่มีข้อแม้นิดนึงคือควรจะปิดการแสดงผลบนจอ LCD ให้เหลือน้อยๆ ก่อน เพราะผมเคยเจอปัญหากรอบโฟกัสหายไปจากช่องมองภาพมาแล้ว กดปุ่มโฟกัสไปก็โฟกัสได้ตามปกติ แต่มันไปโฟกัสตรงไหน? คำตอบในข้อนี้ก็คือตอนพลิกจอหลังกล้อง นิ้วหัวแม่มือไปแตะจอที่มุมล่างซ้ายพอดี และเป็นตำแหน่งที่ผมตั้งให้ Histogram แสดงผลที่ตรงนั้นและมันบังกรอบโฟกัสจนมิด! กว่าจะรู้ตัวก็งงไปหลายภาพอยู่ครับ

นอกจากระบบโฟกัสที่ปรับขนาดและเคลื่อนย้ายไปได้จนทั่วทั้งจอแล้ว คราวนี้ Panasonic เพิ่มลูกเล่นใหม่ขึ้นมาอีกนั่นคือ Pinpoint Focusing โดยที่กรอบโฟกัสในระบบนี้จะเล็กลงไปอีก และวางตำแหน่งได้เกือบทั่วทั้งจอโดยเว้นขอบเข้ามาเล็กน้อย เมื่อวางตำแหน่งและกดปุ่มชัตเตอร์ลงไปครึ่งหนึ่ง กล้องจะซูมตำแหน่งจุดโฟกัสขึ้นมาจนเต็มจอ และแสดงผลของการโฟกัสให้เห็นเลยว่าโฟกัสได้หรือไม่ได้ แล้วถ้าผู้ใช้ยังกดชัตเตอร์ค้างไว้อีกราวๆ 1-2 วินาที กล้องจะตัดกลับไปที่รูปปกติเพื่อการจัดองค์ประกอบภาพ สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าโฟกัสตรงเป๊ะกับตำแหน่งต้องการหรือยัง ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อคุณเลยครับ แต่มีข้อแม้ว่าต้องใช้กับวัตถุที่อยู่นิ่งเท่านั้น เพราะเมื่อกล้องซูมออกมาที่จุดโฟกัสเราจะเห็นภาพเพียงเสี้ยวเล็กๆ จากรูปทั้งหมด ซึ่งถ้าเจอกับวัตถุที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลานี่จะทำงานไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่งครับ

ส่วนเรื่องความเร็วในการหาโฟกัส G3 ทำได้สมกับที่ทาง Panasonic แจ้งไว้ครับ ในสภาพทั่วๆ ไปกล้องจะโฟกัสได้เร็วจนไม่คิดว่าเป็นกล้อง Mirrorless! เร็วกว่า G2 เดิมอีกจนพอรู้สึกได้แทบไม่ต่างจากการใช้กล้อง DSLR กับเลนส์ที่มีมอเตอร์ที่ขึ้นชื่อว่าโฟกัสเร็วเท่าไหร่ดีกว่ากล้องแบบ Mirrorless อีกหลายยี่ห้อ การหาโฟกัสจากเบลอไปชัดเร็วมากไม่ว่าจะกับเลนส์ตัวไหน แม้แต่ 45-200 ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี จนไม่น่าจะเป็นประเด็นแล้วว่ากล้อง Mirrorless โฟกัสไม่เร็วเท่า DSLR แบบปกติทั่วๆ ไปครับ

ระบบการทำงาน

ต้องบอกว่า G3 เป็นกล้องที่ใช้งานได้คล่องตัวมากตัวหนึ่ง ต่อให้ไม่ใช้ทัชสกรีนด้านหลังเลยก็ยังทำงานได้คล่องตัวดีครับ แต่มีข้อแม้นิดหนึ่งคือต้องคัสตอมปุ่ม Fn.1 และเลือกตั้งค่าใน Q.Menu ให้ดีๆ ถ้าเซ็ทจนลงตัวจะพบว่าไม่ต้องเข้าเมนูหลักมากก็คุมการเปิดรับแสง คุมการตั้งค่าสีค่าแสงได้อย่างสะดวกแล้ว โดยผมตั้งปุ่ม Fn.เป็นปุ่ม Photo Style แต่ปุ่ม Fn.2 เป็นปุ่ม Q Menu ตามเดิม และถ้าขี้เกียจขึ้นมา อยากจะใช้ iA ผมจะเลือกให้เป็น iA+ เสมอเพราะยังพอจะคุมอะไรได้ด้วยครับ ระบบโฟกัสตอนนี้ถ้าไม่รีบร้อนไม่ว่าจะใช้ EVF หรือจอ LCD หลังกล้องผมจะใช้เป็น Pinpoint เสมอ เพราะยืนยันได้แน่ๆ ว่า จุดที่เราจะถ่ายนั้นคมชัดจริง ครับ

อีกระบบที่ผมเปิดใช้งานเสมอนั่นคือระบบ iDynamic แบบ Standard เพราะเป็นระบบที่ช่วยยกรายละเอียดส่วนมืดและรักษารายละเอียดส่วนสว่างไว้ได้ในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะทำงานตลอดเวลาเหมือนบางยี่ห้อ เพราะระบบนี้ของ Panasonic จะทำงานในสภาพแสงที่มีความแตกต่างสูงจริงๆ และแสดงให้ทราบว่ากำลังทำงานอยู่ด้วย ซึ่งเป็นการเตือนให้เรารู้ได้ด้วยครับ

 

ไฟล์ภาพและการใช้งาน

ผมใช้ G3 ในหลายสภาพแสงอยู่ ISO ไล่ตั้งแต่ 160 ต่ำสุดไปยัน 3200 สิ่งที่เห็นและสังเกตได้ก็คือนอยซ์ของ G3 “ดีมาก” ครับที่ ISO ต่ำ 160-400 ไฟล์ภาพที่ได้ “ใสปิ๊ง” ชนิดกล้องที่มีเซ็นเซอร์ใหญ่กว่ามีเครียดได้ ที่ ISO 800 1600 และ 3200 มีผลของ NR ให้เห็นแบบเป็นเม็ดเกรน โดยจะเพิ่มขึ้นตาม ISO ที่เพิ่มขึ้น และสีสันดรอปลงเรื่อยๆ เช่นกัน แต่อาการนี้มีน้อยกว่าเดิมมาก และที่สำคัญคือสีดำไม่ซีด ทำให้คอนทราสยังดีอยู่ ซึ่งที่ ISO สูงถึงจะยังสู้กล้องที่มีเซ็นเซอร์ใหญ่กว่าไม่ได้ แต่ก็ดีกว่า G2 และ GF2 ชัดเจน และอาจจะดีกว่า GH2 ด้วยซ้ำ เพราะว่าอาการสีซีดที่ ISO 3200 น้อยกว่า GH2 และไม่มีอาการสีซีดแต่กลับเน้นสีที่ขอบเหมือนกับ GH2 ด้วยครับ

ส่วนเรื่องสี หลายท่านเคยบ่นว่า Panasonic ให้สีฟ้าที่ดูตุ่นๆ สีเขียวที่ไม่สดใสนัก และเส้นแนวเฉียงในภาพเป็นขยัก กับ G3 และการตั้ง Photo Style แบบ Vivid นั้นให้ผลที่ต่างไปจากเดิมมากครับสีของภาพอิ่มตัวสูงมาก คอนทราสค่อนข้างสูงทำให้ภาพดูสดใส และความคมชัดที่ดีมาก ประกอบกับเซ็นเซอร์ที่ให้รายละเอียดมากขึ้นทำให้ถ่ายทอดศักยภาพของเลนส์ออกมาได้ชัดเจนครับ โดยเลนส์ที่คุณภาพสุดๆ อย่าง 7-14 ให้ความคมชัดที่ดีแบบขอบชนขอบ อาการสีเหลื่อมน้อยกว่าตอนเป็น GH-2 นิดๆ เลนส์ 14/2.4 ที่เป็นเลนส์ติดกล้อง GF-2 GF-3 ก็เช่นกันครับ กับ 14-42 จะเห็นได้ว่าความคมชัดกลางภาพดีแม้จะเปิดที่ช่องรับแสงกว้างสุดและอยู่ในช่วงเทเล ที่ขอบก็ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ยกเว้นขอบสุดๆ ของภาพ เมื่อหรี่ช่องรับแสงไปที่ 8 ความคมชัดจะดีขึ้นจนน่าพอใจครับ เลนส์ที่คุณภาพ drop ลงมามากหน่อยก็คือ 45-200 ที่ช่องรับแสงกว้างมีอาการนุ่มของภาพมากกว่าเพื่อนๆ หน่อย จะใช้งานได้ดีกับเลนส์ตัวนี้ต้องใช้ที่ช่องรับแสงแคบและแสงดีๆ รวมถึงจับถือกล้องให้มั่นคงด้วยเนื่องจากทางยาวโฟกัสของเลนส์สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของกล้องครับ

อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานนั้น G3 ที่ใช้เซ็นเซอร์ใหญ่กว่าเดิม ระบบการทำงานดีขึ้นกว่าเดิม แต่ใช้แบตที่มีขนาดและความจุเล็กลงเล็กน้อย ผมนำไปใช้งานแบบต่อเนื่องทั้งมองผ่านช่องมองและผ่านจอ LCD หลังกล้อง ถ่ายไป 230 ภาพ และนำมาเล่นต่ออีกนิดกล้องก็เตือนแบตหมดเป็นสีแดง ซึ่งแนะนำว่าควรจะมีแบตเตอรี่สำรองอย่างน้อย 1 ก้อน เพื่อการใช้งานที่ต่อเนื่องใน 1 วันครับ

 

สรุป

Panasonic DMC-G3 เป็นกล้องระดับกลางจาก Panasonicที่เหมาะสำหรับนักถ่ายภาพที่มีความสนใจการถ่ายภาพในระดับค่อนข้างจริงจัง ต้องการกล้องที่ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ราคาประหยัด ที่ตอบสนองการทำงานได้ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นง่ายๆ ไปจนถึงระดับก้าวหน้ามากขึ้น คุณภาพไฟล์ที่ ISO สูงดีขึ้นกว่ารุ่นเก่า เป็นกล้องรุ่นปรับปรุงที่ดีกว่าเดิมในทุกด้านครับ