Olympus E-P1 คือชื่อของ PEN ยุคดิจิตอล นอกจากคงทนความเล็ก กะทัดรัด สวยงามตามแบบฉบับของ PEN ไว้แล้ว กล้องตัวนี้ยังมีความแปลกใหม่ในตัวมันเอง โอลิมปัสได้ตั้งสโลแกนของกล้องรุ่นนี้ว่า “Not a Point and Shoot. Not an SLR. It’s a PEN” ถ้าจะพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นกล้องแนวใหม่ที่เหนือกว่าคอมแพค แต่ไม่ใช่ SLR
เรื่อง + ภาพ : วิศรุต เพ็ชร์ทองคำ
คุณสมบัติหลักของกล้อง OLYMPUS PEN E-P1
** เป็นกล้องกึ่ง DSLR กึ่งคอมแพค ในระบบ Micro Four Third
** ใช้เซ็นเซอร์ Live MOS ความเร็วสูง ให้ภาพขนาด 12.3 เมกกะพิกเซลล์
** มีระบบกำจัดฝุ่นแบบ Supersonic Wave Filter (SSWF) ซึ่งเป็นระบบกำจัดฝุ่นด้วยคลื่นความถี่สูง
** สามารถเลือกอัตราส่วนภาพได้ 4 แบบ 4:3 16:9 3:2 และ 6:6
** ใช้การ์ดบันทึกภาพแบบ SDHC และ SD
** ใช้แบตเตอรี่ชนิดชาร์จได้ แบบลิเที่ยมไอออน ขนาด 7.2 โวลท์ ความจุ 1,150 มิลลิแอมป์
** จุดโฟกัสมากถึง 11 จุด สามารถย้ายจุดโฟกัสไปมาในตำแหน่งที่ต้องการได้
** ถ่ายวิดีโอได้ โดยให้คุณภาพระดับ HD คุณภาพเสียงแบบ Stereo Linear PCM
** ถ่ายภาพซ้อนได้สองภาพ บนเฟรมเดียวกัน
ขนาดและรูปร่างของกล้อง OLYMPUS PEN E-P1
รูปร่างของ E-P1 นั้นดูแล้วแทบไม่ต่างกับกล้องคอมแพคธรรมดาทั่วไป แต่มีน้ำหนักที่ค่อนมากเพราะวัสดุที่ทำตัวกล้องนั้นเป็นโลหะ เมาท์เลนส์ก็เป็นโลหะ ทำให้กล้องมีความแข็งแรง การออกแบบทำได้สวยงามดูดีมีระดับ กล้องรุ่นนี้มีอยู่ด้วยกันสองสี คือ สีขาว ที่จะมีกริปข้างสีน้ำตาลอ่อน และสีสเตนเลส ที่มีกริปข้างสีดำ แรกเห็นยอมรับว่าชอบกล้องตัวนี้ทันที เพราะการออกแบบทำได้สวยงาม ใช้วัสดุชั้นดี การผลิตมีความปราณีต และสีของกล้องที่สวยงามทำให้ชวนมอง ไม่ว่าจะถือไปที่ไหนก็มีแต่คนมอง การจับถือกล้องก็ต้องยกเล็งภาพภาพทางจอ LCD ด้านหลัง คนที่ไม่รู้จักกล้องรุ่นนี้มาก่อนก็เข้าใจว่าเรากำลังใช้กล้องคอมแพคอยู่ กล้องตัวนี้เป็นกล้องที่มีเซ็นเซอร์แบบไลฟ์วิว ที่มีม่านชัตเตอร์ ดังนั้นในสภาวะที่มองภาพจะใช้ตัวรับภาพแบบไลฟ์มอส ส่งภาพไปแสดงที่จอ LCD ด้านหลัง เพื่อให้เห็นภาพตลอดเวลา จึงมีลักษณะเปิดตลอด และเมื่อเวลาลั่นชัตเตอร์จึงจะมีม่านชัตเตอร์วิ่งลงมาปิดตามความเร็วชัตเตอร์ที่กำหนด เพื่อให้แสงตกลงบนตัวรับภาพได้พอดี จึงทำให้กล้องตัวนี้จะมีความร้อนพอควรเมื่อเปิดใช้งานต่อเนื่องกันนานๆ และค่อนข้างใช้พลังงานมาก แบตเตอรี่ขนาด 1,150 มิลิแอมป์นั้นจะถ่ายภาพได้แค่สองร้อยกว่าภาพก็เริ่มเตือนแบตเตอรี่อ่อนแล้ว
E-P1 ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่ไม่มีแฟลชในตัวคงเนื่องจากขนาดอันมีพื้นที่จำกัดของมัน แต่กล้องก็มี Hot Shoe เพื่อให้ติดตั้งแฟลชภายนอกได้ โดยมีแฟลชเฉพาะกิจรุ่น FL14 ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดพกพาง่าย แต่ถ้าต้องการใช้แฟลชกำลังสูงกว่านั้นก็สามารถใช้แฟลชรุ่น FL50 และ FL36 โดยจะทำงานในระบบ TTL และหัวแฟลชซูมตามขนาดเลนส์อีกด้วย


การทดสอบใช้งานของกล้อง OLYMPUS PEN E-P1
ต้องยอมรับว่าไม่ค่อยคุ้นเคยกับการจับถือ กับการมองภาพแบบใช้จอ LCD ตลอดเวลาเท่าใดนัก และความที่คุ้นเคยกับการใช้กล้องแบบ DSLR ที่ต้องยกเล็งมองภาพผ่านช่องมอง แรกๆ จึงเผลอยกกล้องจะเล็งภาพอยู่เรื่อย ในการทดสอบใช้งานนั้นพบว่า แม้รูปลักษณ์ของกล้องจะคล้ายๆ คอมแพค แต่ขนาดของกล้องเท่านั้นที่คอมแพคสามารถเปรียบเทียบได้ คุณภาพไฟล์ที่ได้นั้นคนละเรื่องกันเลย ภาพที่ได้ต้องนำไปเปรียบเทียบกับ DSLR คุณภาพไฟล์ที่ได้เป็นที่น่าพอใจมาก แทบไม่ต่างกับไฟล์ภาพของ Olympus E3 หรือ E30 รุ่นพี่ สีสัน ความคมชัดนั้นออกมาสไตล์โอลิมปัสจริงๆ แต่กล้องตัวนี้แพ้สีม่วง เจอสีม่วงจะถ่ายออกมาเป็นโทนน้ำเงิน เช่นเดียวกันรุ่นพี่ๆ โดยจะเห็นได้ตั้งแต่ตอนมองจอ LCD คุณภาพของภาพ ขนาดไฟล์ภาพ 12.3 ล้านพิกเซลล์ นำไปใช้งานจริงๆ จังๆ ได้อย่างสบาย เรียกได้ว่าได้ภาพแบบ DSLR แต่พกพาได้แบบคอมแพค น้ำหนักก็เบากว่ากันหลายเท่าทำให้พกพาไปที่ต่างๆ ได้สะดวกสบาย
นอกจากนี้เราสามารถเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงได้ตามที่ต้องการ และถ่ายภาพต่อเนื่องได้ฉับไว แบบเดียวกับระบบถ่ายภาพของกล้อง DSLR ไม่ได้ถูกจำกัดขนาดรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์แบบกล้องคอมแพค
ถ่ายวิดีโอได้คุณภาพระดับ Hidefinition
มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากที่เราสามารถจะพกพากล้องตัวเดียวไปถ่ายได้ทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ ซึ่งเจ้า E-P1 สามารถทำได้ดีทั้งสองอย่าง ภาพนิ่งนั้นดีพอจะนำไปใช้ในงานสำคัญๆ ได้ ส่วนวิดีโอนั้นก็คมชัดระดับ HD เสียงสเตอริโอ การถ่ายตรงๆ ธรรมดาภาพใสเคลียร์ คมชัดดีมาก แม้จะฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ก็ยังคมชัด และสามารถถ่ายในที่แสงน้อยๆ ขนาดเทียนเล่มเดียวภาพก็ยังเก็บแสงได้ เพียงแต่เฟรมจะน้อยไปสักนิด ทำให้มีภาพมีอาการการกระตุกอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าแพนกล้องถ่ายเวลาดูจะรู้สึกมืนๆ งงๆ ได้ ระบบกันสั่นที่มีในกล้องเมื่อใช้กับโหมดวีดิโอก็ทำไฟล์วิดีโอน่าดูยิ่งขึ้น
การจับถือ เนื่องจาก E-P1 เป็นกล้องที่ดีไซน์แบบคอมแพคไม่มีช่องมองภาพ การจะวัดแสง จัดองค์ประกอบภาพ และหาโฟกัสนั้นต้องยกขึ้น มองผ่านจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ถ้าใช้กับเลนส์ชุด Micro Four Third ที่มีขนาดเล็กและเบา ก็คงไม่มีปัญหาสักเท่าไร แต่ถ้านำเลนส์ 4/3 ที่มีขนาดใหญ่ต่อผ่านอแดปเตอร์มาใช้งานด้วยก็จะทำให้จับถือไม่ค่อยถนัดนัก กริปขนาดเล็กด้านหน้าก็มีขนาดเล็กเกินกว่าจะช่วยให้กระชับมือ ในการจะถือต้องออกแรงบีบกล้อง และใช้อุ้งมือช่วย ซึ่งก็อาจจะทำให้ไปโดนปุ่มต่างๆ ด้านหลังทำให้ค่าที่ตั้งไว้เปลี่ยนได้ง่าย การถือกล้องแบบต้องยกมองโดยแขนต้องยืดออก ทำให้เกิดความสั่นไหวได้ง่ายมาก การใช้ E-P1 กับเลนส์ขนาดใหญ่จึงควรใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องด้วย
ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ถ้าจะมองกันที่ขนาด และรูปร่าง กล้องตัวนี้ก็ดูเป็นคอมแพค แต่ถ้ามองกันที่ระบบกล้องตัวนี้จะเป็นแบบ DSLR เพราะมันมีขนาดตัวรับภาพที่ใหญ่กว่าคอมแพค และสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ตามต้องการ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เหนือกว่าคอมแพคหลายขุม เลนส์ในชุด Micro Four Third ชุดแรกที่ออกมาพร้อมกับกล้องมีอยู่สองตัว ตัวแรกเป็นเลนส์ซูมขนาด 14-42 มม. f3.5-5.6 ตัวที่สองเป็นเลนส์ฟิกซ์ขนาด 17 มม. F2.8 ซึ่งจะมี Optical View Finder รุ่น VF-1 มีมุมรับภาพเท่ากับเลนส์ 17 มม. ใช้ติดบนฮ๊อตชูส์มองภาพโดยไม่ต้องมองผ่านจอแอลซีดี ออกมาให้ใช้กับคู่กับเลนส์ตัวนี้ด้วย แต่ถ้าหากเลนส์สองตัวนั้นยังไม่พอเพียงในการใช้งาน โอลิมปัสยังได้ออก อแดปเตอร์สองรุ่นเพื่อใช้แปลงเลนส์มาให้ใช้ โดยอแดปเตอร์จะมีอยู่ด้วยกันสองตัว ตัวแรกเป็นรุ่น MMF-1 เป็นอแดปเตอร์แปลงเลนส์ในระบบ 4/3 มาใช้กับกล้องรุ่นนี้ได้โดยการส่งผ่านข้อมูล ระบบต่างๆ จะทำงานได้ครบ ไม่ว่าจะเป็นออโต้โฟกัส การส่งข้อมูลให้แฟลชนอกรุ่น FL50 และ FL36 ซูมตามได้ ส่วนอแดปเตอร์อีกรุ่นคือ MF-2 จะเป็นอแดปเตอร์ใช้แปลงเลนส์แมนนวลในตระกูล OM มาใช้ได้ แต่จะเป็นเพียงการแปลงเมาท์เลนส์เท่านั้นต้องโฟกัสเอง และไม่มีการส่งผ่านข้อมูลใดๆ
การปรับโฟกัส เมื่อใช้เลนส์รุ่น Micro Four Third ที่เล็กกะทัดรัดเองนั้น แม้ว่าการโฟกัส กล้องจะทำการหาโฟกัสโดยเลนส์จะหมุนไประยะไกล ระยะใกล้ แล้วจึงจะเข้าโฟกัสที่เลือกไว้ ก็ทำได้ดี มีความรวดเร็วดี แต่เมื่อนำเลนส์ระบบ Four Third มาต่อผ่านอแดปเตอร์รุ่น MMF-1 พบว่าการนำเลนส์ที่มีขนาดชิ้นเลนส์ใหญ่มาใช้นั้นช้ามาก แม้ว่าจะใช้เลนส์ที่มีมอเตอร์แบบ SWD ก็ไม่ได้ทำให้เร็วขึ้นแต่ประการใด กล้องจะหาโฟกัสโดยหมุนไประยะไกล ระยะใกล้ แล้วจึงจะเข้าโฟกัสที่เลือกไว้ ซึ่งมีอาการวืดวาด กว่าจะโฟกัสได้ ยิ่งถ้าใช้เลนส์ตัวใหญ่ๆ อย่าง 50-200 SWD บางครั้งกว่าจะโฟกัสได้ใช้เวลาเกือบสิบวินาทีเลย และการถือกล้องแบบต้องยกมองโดยแขนต้องยืดออกทำให้เกิดความสั่นไหวได้ง่ายมาก การใช้ E-P1 กับเลนส์ขนาดใหญ่จึงควรใช้ร่วมกับขาตั้งกล้องด้วย แต่โดยรวมพบว่าไม่ว่าจะใช้เลนส์แบบใด E-P1 ก็ไม่ค่อยเหมาะกับการถ่ายภาพแบบเคลื่อนไหวสักเท่าไรเพราะโฟกัสไม่ค่อยทัน แต่ถ้าเป็นภาพนิ่งๆ จะดีมาก การโฟกัสช้านี้ไม่แน่ใจว่าในอนาคตจะแก้ได้ด้วยเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ๆ ได้หรือไม่ ถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้จะทำให้กล้องตัวนี้มีความสมบูรณ์ น่าใช้ยิ่งขึ้น
การมองภาพและหาโฟกัสโดยใช้จอ LCD จอ LCD ของ E-P1 มีขนาดใหญ่ถึง 3 นิ้ว เป็นจอรุ่นใหม่ที่มีสีดำสนิท และได้รับการเคลือบสารลดแสงสะท้อน เพื่อให้ใช้งานกลางแจ้งได้ดี จอมีความคมชัดแต่ให้สีออกไปทางโทนอุ่น ใช้มองภาพหาโฟกัสในสภาพทั่วไปได้ดี แต่ในที่แสงแรงมากๆ จะเป็นอุปสรรคอยู่มากเหมือนกัน บางครั้งมองแล้วก็ไม่แน่ใจว่ากล้องโฟกัสชัดที่สุดแล้วหรือยัง ถ้าโอลิมปัสจะออกฮู๊ดบังแสงมาให้ก็จะดีไม่น้อย
ระบบกันสั่น หรือ IS (Image Stabilizer) ระบบกันสั่นที่ติดตั้งอยู่ภายในกล้อง และเป็นมาตรฐานของกล้องโอลิมปัสรุ่นใหม่ๆ นั้นมีประโยชน์มากจริงๆ ช่วยให้การถ่ายภาพหวังผลได้ยิ่งขึ้น โดยช่วยให้ใช้สปีดชัตเตอร์ต่ำกว่าเศษหนึ่งส่วนทางยาวโฟกัสได้ถึง 3-4 สต๊อป โดยเฉพาะกับกล้องที่ต้องยกเล็งที่แขนอยู่ในสภาวะยืดออกไม่ได้แนบกับลำตัว กล้อง E-P1 มีโหมดป้องกันการสั่นไหวให้ใช้อยู่สามโหมด คือ IS 1 IS 2 และ IS 3 แต่การติดตั้งกล้องไว้บนขาตั้งกล้องควรจะปิดระบบกันสั่นนี้ไว้ เพราะอาจทำให้เกิดการชดเชยความสั่น กลับจะยิ่งทำให้ภาพสั่นไหวไปซะอีก
ระบบกำจัดฝุ่น ระบบกำจัดฝุ่นของกล้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกล้องดิจิตอลทุกตัว โดยเฉพาะกล้องไลฟ์วิว อย่าง E-P1 ที่เซ็นเซอร์รับภาพแบบไลฟ์มอส ต้องเปิดรับภาพตลอดเวลาไม่ได้มีม่านชัตเตอร์มาปิดป้องกัน จะปิดเฉพาะเวลาลั่นชัตเตอร์ โดยระบบกำจัดฝุ่นจากหน้าตัวรับภาพด้วยคลื่นความถี่สูง แบบ SSWF (Super Sonic Wave Filter) เป็นระบบที่เยี่ยมยอด ระบบกำจัดฝุ่นนี้จะทำเริ่มทำงานทันทีที่เปิดระบบการทำงานของกล้อง โดยจะมีไฟดวงเล็กๆ สีฟ้ากระพริบบอกให้รู้ว่าระบบกำจัดฝุ่นได้เริ่มทำงาน แต่ควรหลีกเลี่ยงการถอดเปลี่ยนเลนส์บริเวณที่มีฝุ่นมาก หรือลมแรงเป็นอย่างยิ่ง
ระบบถ่ายภาพซ้อน Multiple Explosure เอาไว้ถ่ายเล่นสนุกๆ เพื่อถ่ายภาพวัตถุสองสิ่งซ้อน ไว้ในเฟรม เดียวกัน ไม่ต้องเสียเวลาไปทำการซ้อนด้วยคอมพิวเตอร์ในภายหลัง แต่สามารถถ่ายภาพซ้อนได้เพียงสองภาพน้อยไปหน่อย
ระบบตรวจจับใบหน้าคน Face Detection ระบบตรวจจับโฟกัสใบหน้าคนที่ ทำให้เผลอนึกว่า กำลังใช้กล้องคอมแพคซะอีก แค่กดชัตเตอร์เบาๆ มันก็จับโฟกัสใบหน้าได้ทันที แต่ถ้าถ่ายภาพวิว หรืออื่นๆ ก็ควรจะปิดซะ เพราะหลายครั้งพบว่ามันจะไปจับโฟกัส ในตำแหน่งไม่ตรงกับที่เราต้องการได้
เกจวัดความเอียง Level gauge และสเกลบนจอภาพ ฟังก์ชั่นตัวนี้ขอบอกว่าชอบมาก ใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เวลาจะถ่ายภาพอาคาร หรือวัตถุที่ต้องการให้ตั้งตรงได้ฉาก หรือวัดความสมดุล ซ้าย-ขวา บน-ล่าง ใช้ตัววัดระดับ หรือเส้นสเกลนี้ได้เลย
สร้างสรรค์ภาพถ่ายด้วยอาร์ตฟิลเตอร์ CREATIVITY WITH ART FILTERS ฟังก์ชั่น ART/SCN เอาไว้ใช้ถ่ายภาพในแนวครีเอต/แนวอาร์ต จากการที่ได้ทดลองใช้ก็รู้สึกว่าทำให้การถ่ายมีความสนุกไม่น้อย ด้วย 6 อาร์ต 11 ซีนในการสร้างภาพแบบสำเร็จรูป โดยที่ไม่ต้องไปเปิดทำในคอมพิวเตอร์ เราสามารถทำภาพให้สีจัด หรือสีซีดจาง ทำภาพซอฟท์ ภาพไฮคีย์/โลว์คีย์ หรือจะถ่ายภาพแนวโลโม่ ที่มีขอบมืดทั้งสี่ด้าน ได้อย่างมันมือเลยทีเดียว แต่การใช้ฟังก์ชั่นอาร์ตต่างๆ เหล่านี้จะทำให้กล้องทำงานช้าลงตอนจัดเก็บภาพ เพราะต้องไปเสียเวลาจัดการภาพตามฟิลเตอร์ให้

Creative Funtion เมื่อหมุนแป้นเลือกระบบไปที่ ART หรือ SCN ก็จะพบกับเครื่องมือสร้างสรรค์งานบนภาพถ่าย ให้คุณหลีกหนีความจำเจให้การถ่ายภาพ โดยในฟังก์ชั่น ART/SCN มีเครื่องมือสร้างสรรค์ให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ ART จำนวน 6 แบบ และแบบ SCN อีก 11 แบบ
ART ART 1 Pop Art ให้ภาพสีสันฉูดฉาด คอนทราสท์จัดให้ความรู้สึกสนุก สดใส
ART 2 Soft Focus ให้ภาพแบบนุ่นนวลชวนฝัน เหมาะสำหรับถ่ายภาพบุคคล
ART 3 Pale & Light Color ให้ภาพออกสไตล์สีซีดๆ ให้ความรู้สึกอ่อนละมุนเบาบาง
ART 4 Light Tone ให้ภาพเหมือนอยู่ใต้ชายคา หรือในเงาร่มไม้ คอนทราสต์จะต่ำ
ART 5 Grany Film ให้ภาพขาวดำ แบบมีเกรนเหมือนถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำที่ไอเอสโอสูงๆ
ART 6 Pin Hole ให้ภาพแบบมีขอบดำทั้งสี่มุมสไตล์โลโม่
SCN SCN 1 Children เน้นการการถ่ายภาพที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวตลอด เช่น เด็กๆ
SCN 2 High Key เน้นโทนภาพแบบสว่าง อ่อนโยน
SCN 3 Low Key เน้นโทนภาพแบบมืด ลึกลับ
SCN 4 Dis Mode เน้นการลดความเบลอร์ของภาพหรือการสั่นไหว
SCN 5 Nature Macro สำหรับการถ่ายภาพมาโครโดยจะใช้รูรับแสงแคบ เพื่อความชัดลึก
SCN 6 Candle เน้นโทนสีอบอุ่น ภายใต้แสงเทียน
SCN 7 Sunset เหมาะสำหรับถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก โดยเน้นโทนสีอุ่น เน้นสีแดง และเหลือง
SCN 8 Document สำหรับถ่ายประเภทเอกสาร โดยเน้นคอนทราสท์ของตัวอักษรและกระดาษ
SCN 9 Panorama สำหรับการถ่ายภาพและนำมาต่อแบบพานอราม่าโดยต้องใช้การ์ด XD ด้วย
SCN 10 Fire Work สำหรับการถ่ายภาพพลุ และแสงไฟ โดยกล้องจะปรับไปใช้สปีดที่ช้า
SCN 11 Beach & Snow สำหรับถ่ายภาพให้ที่สีขาวและสะท้อนแสงมากๆ เช่น ริมทะเลมีหาดทรายขาวหรือที่ที่มีหิมะ
หลังจากที่ได้ทดลองใช้กล้องโอลิมปัส E-P1 มาเป็นระยะเวลาหนึ่งพบว่า มันเป็นกล้องเทรนด์ใหม่ ที่จะทำให้ชีวิตมีความสุขกับการถ่ายภาพอีกเยอะ เพราะไม่ต้องทนแบกกล้องใหญ่ๆ หนักๆ ไปไหนมาไหนอีกต่อไป เพียงพกกล้องเล็กน้ำหนักเบาแบบ E-P1 แต่ได้ไฟล์ภาพถ่ายที่มีคุณภาพสามารถนำไปใช้งานจริงๆ จังๆ ได้ ขนาด และน้ำหนักของมันไม่เพียงแต่สะดวกสบายกับนักเดินทาง แต่ยังทำให้การพกพาไปใช้ในเมือง หรือชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องไม่ยุ่งยากอีกต่อไป และยังครบครันด้วย ระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบวัดแสงทั้งแบบเฉพาะจุด เฉลี่ยหนักกลาง ไปจนถึง Digital ESP metering จุดโฟกัสมากถึง 11 จุด ที่สามารถเลือกและเลื่อนตำแหน่งได้ตามต้องการ ถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ ต่อใช้แฟลชภายนอกได้ ใช้สายลั่นชัตเตอร์ได้ และที่สำคัญถ่ายวิดีโอได้คุณภาพในระดับ HD เพียงแต่ว่าแม้มันจะเป็นกล้องที่ดี มีฟังก์ชั่นต่างๆ มากมายครบครันแบบ DSLR แต่เรื่องความเร็วในการหาโฟกัส และการทำงานนั้นยังไม่สามารถตอบสนองได้ฉับไว้แบบ DSLR แท้ๆ ได้ แต่ถึงอย่างไร E-P1 ก็เป็นกล้องที่น่าใช้ และพกพาไปถ่ายภาพอยู่ดี










